“เสี่ยยศ” เจ้าของตัวจริงผับมรณะ “เมาน์ เท่น บี” คอตกเข้าซังเต ตำรวจไม่อนุญาต ให้ประกัน หลังโร่เข้ามอบตัวตามหมายจับ 2 ข้อหาเดียวกับ “เสี่ยบี” ลูกชาย เจ้าตัวเครียดจัดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ยืนยันลูกชายกับสะใภ้ใช้เงินเก็บร่วมกันเปิดผับ ไม่ใช่เงินพ่อ เพียงแค่ดูแลห่างๆ ประสานผู้รับเหมา ก่อสร้างให้เท่านั้น ผบก.ภ.จ.ชลบุรีสอบปากคำผู้ต้องหาด้วยตัวเอง ไม่ให้ประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน คุมตัวไปตรวจค้นคฤหาสน์หาเอกสารการเงินหลักฐานเชื่อมโยงในคดีก่อนนำตัวเข้าห้องขังโรงพัก รอส่งฝากขังศาลวันรุ่งขึ้นหลังจากศาลจังหวัดพัทยาอนุมัติออกหมายจับนายสมยศ ปั้นประสงค์ หรือเสี่ยยศ อายุ 55 ปี เจ้าของโรงฆ่าสัตว์และเขียงหมูรายใหญ่ใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พ่อของนายพงศ์ศิริ ปั้นประสงค์ หรือเสี่ยบี เจ้าของผับเมาน์เท่น บี ใน 2 ข้อหาเดียวกับลูกชาย คือกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และอันตรายสาหัส และร่วมกันตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต หลังมีพยานหลักฐานชี้ชัดว่าเป็น เจ้าของผับตัวจริงแต่ใช้ชื่อลูกชายดำเนินกิจการ ตำรวจ อยู่ระหว่างตามตัวมาสอบสวนดำเนินคดี ขณะที่ยอด ผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ผับมรณะ 19 ศพ ผู้บาดเจ็บ กลับบ้านแล้ว 11 คน ยังรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล 25 คน ในจำนวนนี้ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ 8 คนความคืบหน้าของคดี “เสี่ยยศ” โร่เข้ามอบตัว ที่ สภ.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อเวลา 11.50 น. วันที่ 16 ส.ค. นายสมยศ ปั้นประสงค์ หรือ เสี่ยยศ ผู้ต้องหาตามหมายจับ พร้อมด้วยนายจักรกฤษ์ จินดารัตน์ ทนายความ เข้ามอบตัวต่อ พ.ต.อ.เอกภพ อินทวิวัฒน์ รอง ผบก.ภ.จ.ชลบุรี รรท.ผกก.สภ.พลูตาหลวง มี พ.ต.ท.เดชนะ อำนาจมั่นคง รอง ผกก. (สอบสวน) สภ.พลูตาหลวง เจ้าของคดีสอบสวนปากคำ เบื้องต้นนายสมยศให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา นายอนุชา วงศ์ศรีรัตน์ ทนายความของเสี่ยบี เผยว่า หลังจากเสี่ยยศรู้ว่าตัวเองถูกออกหมายจับ ไม่เคยคิดหลบหนี กำลังหาเงินช่วยลูก ก่อนติดต่อเข้ามอบตัวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อมจะให้การตาม ความเป็นจริง ยืนยันว่าที่ผ่านมาลูกชายและลูกสะใภ้เป็นคนดูแลผับแห่งนี้ โดยใช้เงินที่ทั้งคู่ร่วมกันทำมา หากินและเก็บหอมรอมริบ มาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ไม่ใช่เป็นเงินของผู้เป็นพ่อแต่อย่างใด เบื้องต้นเสี่ยยศยังไม่ได้มอบหมายให้ดูแลคดี เพียงแค่มาขอคำแนะนำเท่านั้น คงให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาและพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อมาเวลา 12.40 น. พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ กิจจาหาญ ผบก.ภ.จ.ชลบุรี เดินทางมายัง สภ.พลูตาหลวง เข้าร่วมสอบปากคำผู้ต้องหา พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์กล่าวว่า จากการสอบสวนพบว่า นายสมยศมีส่วนเชื่อมโยง กับธุรกิจร้านที่เกิดเหตุ เบื้องต้นเดินทางมามอบตัวกับ เจ้าหน้าที่และให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนไม่อนุญาตให้ประกันตัว จะนำตัวไปตรวจค้นบ้านและกลับมาควบคุมที่โรงพักก่อนนำส่งฝากขังต่อศาลในวันที่ 17 ส.ค. ส่วนกรณีที่ปรากฏภาพตำรวจ เคยเข้าไปตรวจที่ผับเมาน์เท่น บี แต่ภายหลังกลับอ้างไม่ทราบว่าเป็นผับจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในกระแสโซเชียล ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนหาข้อเท็จจริงแล้วพ.ต.อ.ศานติ กรเกษม ผกก.สส.ภ.จ.ชลบุรี เผยว่า นายสมยศอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมาน์เท่น บี ที่ผ่านมารับรู้มาตลอดว่าลูกชายเปิดร้านอาหาร ด้วยความเป็นพ่อก็คอยดูลูกอยู่ห่างๆ ส่วนเรื่องค่าวัสดุก่อสร้างและการเชื่อมโยงด้านการเงินยืนยันว่าไม่มี ส่วนเกี่ยวข้องแน่นอน มีเพียงแค่ประสานงานช่างผู้รับเหมาให้ลูกเท่านั้นเพราะกลัวจะถูกโกงค่าก่อสร้างในช่วงบ่าย หลังการสอบปากคำนานร่วม 2 ชม. ตำรวจควบคุมตัวนายสมยศออกจากห้องสอบสวน ไปตรวจค้นคฤหาสน์ที่พัก เลขที่ 14/72 ซอยธรรมวิทยา หมู่ 2 ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ เพื่อหาเอกสารการเงินและหลักฐานที่เชื่อมโยงการเป็นเจ้าของผับเมาน์เท่น บี ระหว่างนำตัวขึ้นรถ เสี่ยยศถูกสวมใส่กุญแจมือมีสีหน้า เคร่งเครียดเปิดใจว่า หลังถูกออกหมายจับก็รีบเข้ามา มอบตัว รู้สึกตกใจมาก เพราะทั้งชีวิตไม่เคยเจอเหตุการณ์ แบบนี้ ส่วนเรื่องคดีต้องค่อยเป็นค่อยไป ก่อนพูดทิ้งท้าย ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ผมก็รักลูกผม ถึงยังไงก็ต้อง ดิ้นรนต่อสู้ทุกอย่างเพื่อลูกให้ถึงที่สุด” พร้อมทั้งรับปาก จะเยียวยาเหยื่อจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ผับอย่างเต็มความสามารถ ขณะเดียวกัน นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคมพาญาติผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้ผับเมาน์เท่น บี เดินทางมาที่ สภ.พลูตาหลวง ยื่นหนังสือ ถึง พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ กิจจาหาญ ผบก.ภ.จ.ชลบุรี เพื่อคัดค้านการประกันตัวนายสมยศ ทั้งนี้ทนายรณณรงค์กล่าวว่า พาผู้เสียหาย 7 ราย มายื่นคัดค้านการ ประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนและคัดค้านประกันตัว ในชั้นศาล เกรงว่าผู้ต้องหาจะเข้ามายุ่งเรื่องเอกสารและ ข่มขู่พยาน นอกจากนี้อยากให้กองปราบปรามมาทำคดี เนื่องจากยังมีพยานหลายคนไม่กล้าให้ข้อมูลผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจนำตัวนายสมยศ ไปตรวจค้นบ้านเพื่อเก็บรวบรวมหลักฐานใช่เวลานาน กว่า 2 ชม. กระทั่งเสร็จสิ้นในเวลา 17.00 น. นำตัว กลับมาที่ สภ.พลูตาหลวง ไม่อนุญาตให้ประกันตัว ก่อนนำเข้าไปควบคุมในห้องขังของโรงพัก และในวันที่ 17 ส.ค. เวลา 11.00 น. จะนำตัวไปฝากขังต่อศาลจังหวัดพัทยาด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บว่า ในช่วงแรกที่เกิดเหตุผู้บาดเจ็บอยู่ในอาการฉุกเฉินวิกฤติต้องนำส่งเข้า รพ.ที่ใกล้ที่สุด จะเป็นการดูแล ตามนโยบาย “ฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่” (UCEP) โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หลังจากพ้น 72 ชม. แล้ว ส่งต่อไปรับการรักษายังโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยมีสิทธิการรักษาอยู่ ที่ผ่านมาทยอยส่งต่อผู้ป่วยไปยัง รพ. ตามสิทธิแล้ว ทีมแพทย์ของ รพ.ต่างๆที่รับดูแลผู้ป่วย ต่างให้การรักษาอย่างเต็มที่ ในกรณีที่ผู้บาดเจ็บเป็นผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง การดูแลค่าใช้จ่ายเป็นไปตามสิทธิประโยชน์ตามระบบ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายรักษาตั้งแต่การรักษาในห้องไอซียู การผ่าตัดรักษา ยาและเวชภัณฑ์ต่างๆที่ต้องใช้ ซึ่ง รพ.จะเบิกจ่ายค่ารักษากับ สปสช. ตามระบบ E-Claim กรณีที่เป็นผู้ป่วยในจะเป็นการเบิกจ่ายชดเชยตามระบบการวินิจฉัยโรคร่วม (DRGs) เช่นเดียวกับผู้ป่วย ตามระบบปกติ ส่วนที่ว่ามีผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่ขณะนี้ ถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม สำหรับสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องเรียนว่าครอบคลุมค่ารักษาที่จำเป็นทั้งหมด ผู้ป่วยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หากถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายสามารถประสานมาที่สายด่วน สปสช. 1330 ได้ตลอด 24 ชม.