“ทักษิณ” เฮ ชนะคดีหุ้นชินคอร์ปฯ ศาลภาษีอากรกลางยกคำร้องกรมสรรพากร ประเมิน เก็บภาษี 1.7 หมื่นล้านชี้ดำเนินการ ไม่ชอบด้วยกฎหมายออกหมายเรียก “พานทองแท้-พินทองทา” ประเมิน ไม่ถูกคน ซ้ำประเมินผิดเวลา ด้านโฆษก “สรรพากร” เผยคดียังไม่ถึงที่สุด ยังไม่ถึงศาลฎีกา ส่วนจะยื่นอุทธรณ์ทัน 18 ส.ค.นี้หรือไม่ ยังให้คำตอบไม่ได้ ต้องรอผลหารือกับอัยการก่อนกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) เคยพิพากษาคดีซุกหุ้นชินคอร์ปว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าของหุ้นและโอนหุ้นโดยไม่เสียภาษี ให้เสียภาษี 46,000 ล้านบาท ต่อมาช่วงปี 2549-2552 สรรพากรได้ประเมินภาษีโอนหุ้นชินกับนายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ชินวัตร กับ น.ส.พินทองทา หรือเอม ชินวัตร คุณากรวงศ์ ลูกชายและลูกสาวนายทักษิณ ทำนองว่าเป็นตัวแทน “นอมินี” นายทักษิณ ต้องเก็บภาษีจากคนทั้งสอง แต่ทั้งสองฟ้องเพิกถอน ต่อมาศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า การประเมินเก็บภาษีสรรพากรไม่ชอบ เพราะศาลฎีกา อม. ชี้ขาดไปแล้วว่า หุ้นเป็นของนายทักษิณ ดังนั้นต้องประเมินให้ถูกตัว ไม่ใช่ประเมินเอากับตัวแทน หรือคนที่ไม่ใช่เจ้าของหุ้น และการประเมินภาษีต้องกระทำกับตัวผู้มีภาระโดยตรงคือต้องถูกคน ถูกเวลาตามกรอบของกฎหมายผู้สื่อข่าวรายงานวันที่ 8 ส.ค. ว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาคดีความแพ่ง หมายเลขดำ ภ.220/2563 ระหว่าง นายทักษิณ ชินวัตร โดยผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทน เป็นโจทก์ ฟ้องกรมสรรพากร เป็นจำเลยที่ 1 นายพงษ์ศักดิ์ เมธาพิพัฒน์ จำเลยที่ 2 นายประภาส สนั่นศิลป์ จำเลยที่ 3 นายพิสิทธิ์ ศรีวรานันท์ จำเลย ที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมิน กรมสรรพากรขอเพิกถอนการประเมินภาษีกับนายทักษิณ และเพิกถอนคำสั่งอุทธรณ์ที่ให้นายทักษิณจ่ายค่าภาษีการโอนหุ้นชินคอร์ป รวม 1.7 หมื่นล้านบาท เพื่อไม่ต้องมีภาระภาษีมีรายงานว่า ในชั้นสืบพยาน โจทก์จำเลยอ้างข้อเท็จจริงหักล้างกันใจความว่า หลังจากศาลภาษีพิพากษาว่า นายพานทองแท้กับ น.ส.พินทองทา ไม่มีภาระภาษี เพราะไม่ใช่เจ้าของหุ้น และศาล อม. มีคำพิพากษาว่า หุ้นเป็นของนายทักษิณ พิพากษา เพิกถอนการประเมิน สำนักงานอัยการสูงสุดไม่อุทธรณ์ ต่อมารัฐบาลได้ให้กรมสรรพากรประเมินใหม่ช่วงปี 2551 ถึง 2553 โจทก์เห็นว่าการออกหมายเรียกไม่ถูกต้อง การประเมินภาษีให้โจทก์ต้องจ่าย 1.7 หมื่นล้านบาท ไม่ถูกต้อง หากจะเรียกให้ชำระก็ต้องเรียกภายในระยะเวลาอันสมควร (ใน 5 ปี)ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ถือเอาการออกหมายเรียกนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ในฐานะตัวแทนเชิดของนายทักษิณเป็นการออกหมายเรียกโจทก์ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรในฐานะตัวการไปแล้ว เห็นว่าการออกหมายเรียกเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการประเมินต้องออกหมายเรียกไปยังตัวโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถูกประเมินโดยตรง แต่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินมิได้ออกหมายเรียกตรวจสอบโจทก์ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับนิติกรรมที่ทำขึ้นภายหลังจากนั้นไม่ก่อให้เกิดการโอนกรรมสิทธิ์ในหุ้นของบริษัทชินคอร์ปแต่อย่างใด เพราะนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาไม่ใช่เจ้าของหุ้นตามข้อกฎหมายมาตรา 19 ยังต้องถือว่านายทักษิณโจทก์เป็นเจ้าของหุ้นบริษัทดังกล่าวอยู่ที่จำเลยให้โจทก์เสียภาษีอย่างผู้มีรายได้พึงประเมินนั้น โจทก์จึงมิใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และมิใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากรอีกด้วย ดังนั้นจึงมีผล ทำให้การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2-4 ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่วินิจฉัยยืนตามการประเมิน “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เช่นเดียวกัน (กับที่ออกหมายเรียกผิดคนตามมาตรา 19)แต่ปัญหาว่าเจ้าพนักงานประเมิน ประเมินและยกอุทธรณ์ในชั้นสรรพากรนั้น เจ้าพนักงานประเมินและจำเลยที่ 2-4 กระทำไปตามอำนาจหน้าที่ ศาลเห็นไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2-4 ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ระหว่างนี้อยู่ในระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษาไม่ปรากฏว่าอัยการจะขออุทธรณ์หรือขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์แต่อย่างใดมีรายงานว่า ต้นสายปลายเหตุของคดีนี้ สืบเนื่องจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาคดีที่อัยการสูงสุด ยื่นฟ้องนายทักษิณ คดีร่ำรวยผิดปกติ ขอให้ริบทรัพย์สิน 76,000,000,000 บาท พร้อมดอกผลที่ได้มาจาก การขายหุ้น บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น ตกเป็นของแผ่นดิน โดยองค์คณะฯ พิพากษาว่า นายทักษิณใช้อำนาจ ขณะดำรงตำแหน่งนายกฯ ออกนโยบายเอื้อประโยชน์ บมจ.ชินคอร์ปฯ ที่ครอบครัวถือหุ้นทำให้มีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติ ให้ยึดทรัพย์สินในชื่อนายทักษิณและครอบครัว ที่ได้จากการขายหุ้น บมจ.ชินคอร์ปฯ 46,000,000,000 บาทเศษ พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ต่อมา ช่วงปี 2549-2552 กรมสรรพากรได้ประเมินภาษีโอนหุ้นชินคอร์ปกับนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ทำนองว่าเป็นตัวแทนของนายทักษิณต้องเก็บภาษีจากคนทั้งสอง นำมาสู่การฟ้องร้องคดีดังกล่าวผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากผู้พิพากษาท่านหนึ่งว่า การพิพากษาคดีนี้เป็นการวินิจฉัยในปัญหา ข้อกฎหมาย ป.รัษฎากร โดยไม่เข้าไปแตะข้อเท็จจริงส่วนอาญาเพราะศาลฎีกา อม.พิพากษายุติไปแล้ว หากจะพูดเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆคือ การประเมินภาษีของนายทักษิณในช่วงหลังไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนภาษีแล้ว และมาตรา 19 บอกว่า ต้องเรียกประเมินให้ถูกคน และต้องเรียกใน 2 ปี ขยายได้แต่ก็ต้องไม่เกิน 5 ปี โดยต้องขออนุญาตอธิบดีกรมสรรพากรก่อน แต่การประเมินครั้งนี้มันเกิน เวลามามาก นอกจากนี้ มีข้อสังเกตว่าหากสรรพากร เรียกประเมินภาษีในเวลาใดก็ได้ หรือเวลาไม่ชัดเจนนั้น จะพลอยทำให้ผู้มีภาระภาษีจะต้องเก็บเอกสารการเงิน ไว้ตลอด บางคนทำหายบ้างก็จะเดือดร้อนได้ หากมี บรรทัดฐานชัดเจนก็จะมีการเก็บเอกสารให้ตรวจสอบวันเดียวกัน นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ ที่ปรึกษา ด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า กรมสรรพากรรับทราบคำตัดสินของศาลภาษีอากรกลาง เมื่อวันที่ 18 ก.ค.65 แล้ว กรมน้อมรับคำตัดสินและอยู่ระหว่างหารือกับอัยการยังมีเวลาพิจารณา “ส่วนจะยื่นอุทธรณ์ ได้ทันวันที่ 18 ส.ค.นี้หรือไม่นั้น ต้องรอผลหารือกับ อัยการก่อน”ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวว่า กรณีดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ต้องยอมรับในคำพิพากษาของศาล ส่วนการดำเนินการต่อไปนั้น ขอหารือกับอัยการก่อน โดยกรมสรรพากร พร้อมดำเนินการตามคำแนะนำของอัยการทุกประการ