เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “พระ” ในระหว่างพรรษาในหลายกรณีได้กลายเป็นภาพสะท้อนของการอยู่ร่วมกันในสังคมระหว่าง “วัดกับบ้าน” จนกลายเป็นข่าวที่โจษขานกันมาอย่างต่อเนื่อง อาตมาขอหยิบยกกรณีที่เกิดขึ้นกับวัดไทรย่านบางคอแหลมกรุงเทพมหานครเมื่อสี่ปีที่ผ่านมาพระมหาสมัย จินฺตโฆสโก ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน เจ้าอาวาสวัดบางไส้ไก่ กทม. บอกว่า กรณีนี้เกี่ยวกับการที่พระได้ปฏิบัติศาสนกิจตีระฆังทำกิจวัตรประจำวัน“จากเสียงของระฆังแทนที่จะเป็นเสียงของสวรรค์...แต่กลับกลายเป็นเสียงที่ได้สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชนบางคนที่พักอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับวัด ในที่สุดวัดได้ปรับตนเองด้วยการลดจำนวนของการตีระฆังลงไปและปรับปรุงข้อบกพร่องอื่นๆ จนทุกอย่างยุติด้วยความสงบ”ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ “บ้าน” และแก่ “วัด” ผ่านไปเพียงไม่นานก็เกิดกรณีมีการร้องเรียนว่า วัดบางสะแกนอก เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ได้เปิดเสียงของเครื่องขยายเสียงดังจนเกินไปในกรณีสวดงานศพของญาติโยมภายในวัด จนก่อให้เกิดความรำคาญ ทำลายสมาธิของชาวบ้านบางคนที่พักอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมที่สร้างขึ้นมาเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมานี่เองจนกลายเป็นเสียงสะท้อนให้กับพระและวงการพระพุทธศาสนาว่า “ศาสนพิธี” ได้กลายเป็น “ประโยชน์” หรือ “โทษ” เพียงใด เราจะหาทางออกและทางแก้กันเช่นใด? จึงจะสามารถอยู่ร่วมกันได้ระหว่าง “วัดกับบ้าน” เพราะสังคมไทยได้มีชีวิตเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาตลอดไปการประกอบพิธีทางศาสนาก็เป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญกุศลไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตาม จะแตกต่างกันบ้างก็เพียงรูปแบบของศาสนานั้นๆ แต่สุดท้ายก็เป็นการสร้างคุณงามความดี ก่อให้เกิดบุญเป็นกุศลให้กับคนที่เกี่ยวข้องทั้งนั้น พิธีกรรมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำให้เกิดความเชื่อมั่นความศรัทธา...แล้วน้อมนำไปสู่สิ่งที่ดีงาม แต่พิธีกรรมบางอย่างอาจจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของคนใดคนหนึ่งเมื่อพบเห็นหรือสัมผัส เพราะบางทีก็เกินความเหมาะสม จนมีคำถามว่าเสร็จพิธีแล้วจะได้อะไร? นอกจากความสิ้นเปลือง ความสูญเปล่า ดังนั้น ความเชื่อ ความศรัทธา และแนวทางการปฏิบัติบางกรณีอาจจะไม่เป็นที่สบอารมณ์ก็ขออย่าได้ปฏิเสธ หรือบางกรณีที่ชื่นชอบก็ขออย่าได้เชื่อ...ลุ่มหลงจนเกิดความงมงายก็แล้วกัน ถ้าเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่นก็ขอให้สานต่อ แต่ถ้าไม่เชื่อ...กลายเป็นโทษทั้งต่อตนเองและผู้อื่นแล้วก็ขอให้ปฏิเสธเสีย อย่าเข้าไปช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้เกิดขึ้นมาอีก ขอให้จบลงไปแค่นั้น สุดท้ายสิ่งที่ไม่ดีก็จะหายไปเอง“วัด” กับ “บ้าน” ได้อยู่คู่กันมาโดยตลอดของผู้คนในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นในสังคมเมืองหรือในสังคมชนบท วัดกับบ้านต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าเจ้าอาวาสซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแลวัดจะเปลี่ยนไปชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นไวยาวัจกร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประธานชุมชนจะเปลี่ยนไปแต่...วัดกับบ้านก็ยังคงอยู่คู่กันตลอดไป ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน “วัด” เป็นสถานที่ให้ชาวบ้านได้นำเอาลูกหลานของตนเองมาบรรพชาหรืออุปสมบทเป็นสามเณรหรือพระภิกษุในพระพุทธศาสนา อย่างเช่นเข้าพรรษาเช่นนี้ก็มักเป็น “พระนวกะ คือ พระผู้บวชใหม่ซึ่งเป็นลูกหลานของชาวบ้านทั้งอยู่ใกล้ อยู่ไกลที่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา”แล้วบวชเข้ามาเพื่อจะได้เป็น “เนื้อนาบุญของโลกและของชาวบ้าน” จะได้เป็นศาสนทายาทไปในตัว ชาวบ้านจะทำบุญก็ใช้ในวัดเป็นที่ประกอบพิธีตามความเชื่อ ความศรัทธา เมื่อมีการล้มหายตายจากไปก็มักนำศพไปสวดหรือประกอบพิธีในวัด รวมถึงนำศพไปฌาปนกิจอีกด้วยจึงเรียกว่า...ตั้งแต่เกิดจนไปถึงตาย ชีวิตของ “ชาวพุทธ” ล้วนเกี่ยวข้องกับวัดทั้งนั้น จะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง เหตุการณ์บางอย่างหรือความจำเป็นบางอย่างถ้าไม่เกิดขึ้นกับตนเองแล้ว เราก็จะมองไม่เห็นคุณค่าหรือประโยชน์ขึ้นมา แต่สุดท้ายตราบใดที่ตนเองได้ประโยชน์หรือได้รับแล้ว...จึงจะร้องอ๋อว่านี่คือ...คุณค่าของวัดและพระพุทธศาสนา พระมหาสมัย บอกอีกว่า การมีเสียงดังรบกวนในช่วงประกอบพิธีทางศาสนา บางกรณีนั้นจำเป็นต้องพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบทั้งคนที่อยู่ใกล้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและผู้ประกอบพิธี เรื่องของคนอื่นก็ควรจะให้ประโยชน์แก่คนอื่นบ้าง วันใดวันหนึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเราแต่การใช้ชีวิตอยู่ที่ขาดความอดทน ขาดการเสียสละ ขาดการให้โอกาสซึ่งกันและกันเห็นแก่ประโยชน์ต่อตนเองเป็นที่ตั้ง ก็จะกลายเป็นโทษที่ต้องทำให้ตัวเราเดือดร้อนหรือกลายเป็น “ที่รังเกียจของคนอื่น” จนกลายเป็นคนอยู่ยากไปในที่สุด เพราะขาดการไตร่ตรองนั่นเอง คำถามสำคัญมีว่า...การอยู่ร่วมกันของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะ “พระสงฆ์” ที่อยู่คู่กับ “ชาวบ้าน” ทำอย่างไรจึงจะพอดี พอเหมาะ พอควร แล้วก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย อยู่ร่วมกันอย่างมีสันติและมีความสงบสุข ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย อยู่ร่วมกันได้ทั้งสองฝ่าย “พระสงฆ์”...จะต้องดำรงชีพของความเป็นนักบวชได้ก็ต้องอาศัยข้าวน้ำและศรัทธาของชาวบ้าน ส่วน “ชาวบ้าน”...จะอยู่ได้ก็ต้องมีพระสงฆ์ มีวัดใช้เป็นสถานที่ทำบุญกุศลในเวลาจำเป็นหรือต้องการขึ้นมา วัดได้ดำเนินการประกอบพิธีให้เป็นไปตามทำนองคลองธรรมที่เคยปฏิบัติมาและให้ความสำคัญแก่ชาวบ้านเมื่อพวกเขาหันหน้าเข้าหาวัด เข้าพึ่งพาอาศัยวัด เมื่อประกอบพิธีถูกต้องและสมบูรณ์ให้กับกรณีนั้นแล้วก็มักได้สร้างความศรัทธา...ให้บุคคลนั้นมองเห็นคุณค่าให้กับวัดขึ้นมาทันที ไม่ว่าจะเป็นวัดใดก็ตามสุดท้าย...“พระพุทธศาสนา” ไม่ว่าจะเป็นศาสนบุคคล ศาสนวัตถุหรือศาสนพิธีก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนและแก่ชาวพุทธ เราจึงยอมรับฟังความคิดเห็นหรือข้อร้องเรียนจากผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือได้รับผลกระทบ แล้วหาหนทางแก้ไขร่วมกัน อย่าได้มองว่าเป็นเสียงส่วนน้อยขณะเดียวกันเสียงส่วนใหญ่จะต้องตั้งอยู่บนเหตุและผลที่เป็นเช่นนั้น “ประเพณี” และ “วัฒนธรรม” ก็มีส่วนที่อนุชนรุ่นหลังได้สืบทอดกันมา สิ่งนั้นซึ่งเป็นสิ่งที่ดีจะไม่ได้หายไปไหนก็เพราะอนุชนรุ่นหลังช่วยกันสืบต่อ สิ่งที่ดีมีอยู่แล้วก็ขอให้ช่วยกันอนุรักษ์รักษาไว้ส่วนข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ขอให้ช่วยกันแก้ไข “ไม่มีอะไรจะดีเท่ากับการรู้จักปรับปรุงตนเอง” ตักเตือนตนเองดีกว่าคนอื่นจะมาตักเตือนตัวเรา ถ้าทำได้เช่นนี้นับว่าเป็นบุคคลประเสริฐยิ่ง กรณีวัดบางสะแกนอกนี้ พระมหาสมัย ได้เคยรับทราบจากเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันมาก่อนที่จะกลายเป็นข่าว และไม่คิดว่าจะกลายเป็นข่าวใหญ่ในกลางพรรษานี้เลย จึงได้ให้กำลังใจแก่ท่านว่าขอให้มั่นคงและหนักแน่นแก้ไขต่อไป อีกไม่นานความประจักษ์ก็จะเกิดขึ้น ไม่ต้องย่อท้อ ไม่ต้องหวั่นไหวการดูแลการบริหารจัดการและปกครองภายในวัดย่อมจะมีปัญหาและอุปสรรคอยู่บ้างกรณีเป็นเจ้าอาวาสใหม่ แต่กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์...ได้บทสรุปที่ชัดเจน ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อวัด ชาวบ้าน พอผ่านไปเพียงไม่กี่วันก็กลายเป็นข่าวใหญ่ขึ้นมาจริงๆ ซึ่งไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะกลายเป็น “เรื่องร้อน”ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างพระกับชาวบ้านหรือระหว่างวัดกับบ้านก็ขอให้ร่วมมือกันแก้ไขต่อไป ดังคำโบราณที่ว่า “วัดจะดีมีหลักฐานเพราะบ้านช่วย บ้านจะสวยเพราะมีวัดดัดนิสัย บ้านกับวัดผลัดกันช่วยยิ่งอวยชัย ถ้าขัดกันก็บรรลัยทั้งสองทาง”.