สุดท้ายไม่รอด “อนุทิน-จุรินทร์” ติดโควิด-19 หลังกลับจากปฏิบัติภารกิจในยุโรป แต่อาการไม่มาก พักรักษาตัวอยู่บ้าน ด้านปลัด สธ.เผย อาการ “อนุทิน” แข็งแรง สมองยังดีมาก ชี้แม้ฉีด วัคซีนแล้ว 6 เข็ม ก็อาจติดเชื้อได้แต่ช่วยบรรเทาอาการรุนแรงและเสียชีวิต ยันไม่กระทบ แผนประกาศเป็นโรคประจำถิ่น แต่ขอดูสถานการณ์โอมิครอน BA.4/BA.5 หลังพบผู้ติดเชื้อพุ่ง ขณะที่ อธิบดีกรมการแพทย์ย้ำการจ่ายยารักษา “โมลนูพิราเวียร์” ให้ “อนุทิน” เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เหตุ มีปัจจัยเสี่ยงร่วม ไม่ได้มีอภิสิทธิ์ใดๆ ขณะเดียวกันเตรียมปรับแนวทางการดูแลผู้ป่วยหลังจากนี้ เป็นแบบ ผู้ป่วยนอก ส่วน สปสช.ให้บริการรักษาที่บ้าน (HI) ถึงสิ้น มิ.ย.นี้ ใช้ระบบเจอแจกจบแทน ขณะที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่การพ้นการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด-19) ในวันที่ 1 ก.ค.นี้ แต่เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีรองนายกรัฐมนตรี 2 คน ติดเชื้อโควิด-19 คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รมว.สาธารณสุข และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี รมว.พาณิชย์ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยเมื่อช่วงเช้า สำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกเอกสารเผยแพร่ข่าวระบุว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ICEB) และผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 170 ของสำนักงานองค์การนิทรรศการนานาชาติ ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 19-21 มิ.ย.2565 และเดินทางต่อพร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหาร UNAIDS ครั้งที่ 50 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 21-24 มิ.ย.2565 ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ คณะทั้งหมดเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2565 นายอนุทินมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และระคายคอ ผลตรวจ ATK เป็นบวก ขณะนี้แพทย์สั่งแยกตัวเพื่อความปลอดภัย 1 สัปดาห์เมื่อสอบถามไป นายอนุทินให้สัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์เพียงสั้นๆว่า ติดเชื้อโควิด-19 ภายหลังปฏิบัติหน้าที่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีอาการระคายคอเล็กน้อย ไม่มีไข้และยังคงสบายดี ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ขณะนี้เน้นเวิร์กฟรอมโฮมเป็นหลัก และมอบหมายให้ รมช.และปลัดกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการแทนจากนั้นนายอนุทินยังได้โพสต์ภาพผลตรวจ ATK โดยผลตรวจที่ช่อง T มีข้อความว่า “I LOVE YOU” พร้อมกับเขียนข้อความระบุว่า “ขอบพระคุณสำหรับความห่วงใยของเพื่อนๆทุกท่านครับ” ทั้งนี้ ผู้สื่อรายงานว่า นายอนุทินถือว่าติดโควิดเป็นครั้งแรก โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.2565 นายอนุทินเพิ่งได้รับวัคซีนไฟเซอร์เข็มที่ 6 หลังรับซิโนแวค 2 เข็ม แอสตราเซเนกา 2 เข็ม และไฟเซอร์ 1 เข็มมาแล้วส่วนกรณีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ผู้ใกล้ชิดของนายจุรินทร์ ระบุว่า นายจุรินทร์ตรวจพบติดเชื้อโควิด-19 หลังกลับจากปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ เมื่อวันที่ 18-23 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยนายจุรินทร์พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ข้าราชการ รวมถึงสื่อมวลชน เดินทางไปประเทศไอซ์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ขณะนี้ นายจุรินทร์พักรักษาตัวอยู่ที่บ้านพัก และไม่มีอาการใดๆ ผ่านมา 7 วันแล้วหลังกลับจากไปปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศ และมีกำหนดจะแถลงข่าวตัวเลขส่งออกเดือน พ.ค.65 ไม่เกินวันศุกร์ที่ 1 ก.ค.นี้ สำหรับคณะที่ร่วมเดินทางไปกับนายจุรินทร์ พบมีผู้ติดเชื้อประมาณ 7-10 ราย จากจำนวนผู้ร่วมเดินทางเกือบ 40 ราย โดยผู้ที่ติดเชื้อบางรายหายเป็นปกติ และตรวจไม่พบเชื้อแล้ว จากนั้นช่วงบ่าย นายจุรินทร์ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า ขอขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงและทุกกำลังใจหลังทราบข่าว พร้อมระบุไม่ได้มีอาการไข้และไม่ได้มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด แต่ต้องรับยา ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์ และต้องเวิร์กฟรอมโฮมจนกว่าหมอจะอนุญาตให้ปฏิบัติงานตามปกติได้ ต่อมา นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ.กล่าวกรณีนายอนุทินติดโควิด-19 ว่า เมื่อมาถึงไทย นายอนุทินมีอาการเล็กน้อย คือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและระคายคอ ได้ตรวจ ATK พบผลบวก จึงตรวจยืนยันด้วยระบบ RT-PCR ยืนยันผลเป็นบวก ส่วนจะเป็นสายพันธุ์ใดนั้น ยังไม่มีการตรวจสายพันธุ์ โดยนายอนุทินประสงค์รักษาตัวที่บ้าน ทีมแพทย์เห็นว่านายอนุทินมีอาการไม่มาก จึงให้ดูแลรักษาอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 5-7 วัน ให้ทานยาโมนูลพิราเวียร์ และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เช้า-เย็น ส่วนสายพันธุ์ที่ติดต้องใช้เวลาตรวจ 1 สัปดาห์ จากการสอบสวนโรคคาดว่าได้รับเชื้อระหว่างการไปปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศ แต่เนื่องจากได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบตามเกณฑ์ที่แนะนำก่อนเดินทาง ทำให้ไม่มีอาการป่วย แพทย์สั่งแยกตัวเพื่อความปลอดภัย 1 สัปดาห์ โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล ส่วนผู้ร่วมเดินทางหากเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูงให้สวมหน้ากากตลอดเวลา งดไปในพื้นที่สาธารณะที่มีผู้คนจำนวนมากและสังเกตอาการป่วย หากเริ่มมีอาการทางเดินหายใจให้ตรวจ ATK และดูแลสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์ปลัด สธ.ระบุถึงกรณีที่นายอนุทินรับวัคซีนเข็ม 6 แล้วยังติดเชื้อได้นั้น ต้องเข้าใจว่าวัคซีนมีประโยชน์ ป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยละ 80-90 อีกร้อยละ 10 ยังสามารถติดได้ แต่บรรเทาอาการรุนแรงของโรคและเสียชีวิตได้ถึงร้อยละ 99 จึงขอให้ทุกคนรับวัคซีน รวมถึงเข็มกระตุ้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ต้องรณรงค์ให้มารับเข็มกระตุ้นให้มาก นอกจากนี้ การดูแลป้องกัน ตนเองก็ยังสำคัญ ทั้งการใส่หน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง แม้ว่าขณะนี้การใส่หน้ากากอนามัย ให้ถือเป็นความสมัครใจ เนื่องจากเป็นการเตรียมตัวเข้าสู่โรคประจำถิ่น ช่วงแรกก็อาจจะใส่ไปก่อนนอกจากนี้ นพ.เกียรติภูมิยังชี้แจงถึงการจ่ายยาโมลนูพิราเวียร์ให้นายอนุทิน ที่มีอาการไม่มาก จนมองว่าอาจเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ว่า การจ่ายยา เป็นไปตามดุลพินิจแพทย์ ซึ่งกรมการแพทย์ออก แนวทางเวชปฏิบัติในการรักษาตามอาการอยู่แล้ว ตั้งแต่การจ่ายยาฟ้าทะลายโจร ฟาวิพิราเวียร์ โมลนูพิราเวียร์ และแพคโลวิด ยืนยันว่าขณะนี้นายอนุทินยังสุขภาพแข็งแรงดี จากการโทรศัพท์พูดคุยกับนายอนุทินเห็นว่า นายอนุทินแข็งแรงดี มีเสียงอู้อี้เล็กน้อย สมองท่านยังดีมาก ยังสามารถทำงานและสั่งข้อราชการ ต่างๆได้ตามปกติ ส่วนผู้ร่วมคณะใครติดบ้างนั้น ถือเป็นข้อมูลส่วนตัว หลายคนพ้นระยะกักตัวแล้ว ส่วนผู้ที่ยังอยู่ในระยะที่ต้องเฝ้าสังเกตนั้น ขณะนี้ตรวจแล้ว ยังไม่มีใครติดเชื้อส่วนที่มีข้อสงสัยว่า มีผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ ติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากยุโรป นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ขณะนี้โรคโควิด-19 กำลังเดินเข้าสู่การเป็น โรคประจำถิ่น ยังมีการติดเชื้อได้ แต่ส่วนใหญ่จะอาการ ไม่รุนแรง สามารถดูแลรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ หรือดูแลตัวเองที่บ้าน หากใครมีอาการมากจะเข้ารับการ ดูแลในโรงพยาบาลในระบบผู้ป่วยใน แต่จากข้อมูลตอนนี้ผู้ติดเชื้อมีอาการรุนแรงน้อยมาก กำลังรอดูสถาน การณ์อีกสักระยะ เนื่องจากพบการติดเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 จึงขอดูประมาณ 1-2 สัปดาห์ แล้วต้องหารือกันอีกครั้ง ถ้าไม่ได้มีผลกระทบกับประเทศไทยมากนัก เราจะเดินหน้าตาม แผนที่จะประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ขณะที่ นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ให้สัมภาษณ์ที่ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ ถึงการจ่ายยาโมลนูพิราเวียร์ให้นายอนุทินว่า เป็นไปตามหลักเกณฑ์เวชปฏิบัติ ตามเกณฑ์การจ่ายโมลนูพิราเวียร์จะให้ในผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง และมีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย เช่น น้ำหนักเกิน หรืออ้วน กรณีนาย อนุทิน แพทย์วินิจฉัยแล้วเข้าข่ายประเมินจากสายตา มีปัจจัยเสี่ยงจากน้ำหนักเกินเกณฑ์ ไม่ได้มีอภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งนี้ ตามเวชปฏิบัติการจ่ายยา หากไม่มีอาการ จ่ายยาฟ้าทะลายโจร อาการเล็กน้อยถึงปานกลางให้ยาฟาวิพิราเวียร์ อาการเล็กน้อยถึงปานกลาง และมีปัจจัย เสี่ยงโรคร่วม เช่น น้ำหนักเกินเกณฑ์ กลุ่ม 608 สามารถ ให้โมลนูพิราเวียร์ หรือแพคโลวิด หากมีอาการปอดอักเสบ อาจจะให้ยาฉีดเรมดิซิเวียร์ รวมสเตียรอยด์บางตัว ส่วนแนวทางการดูแลผู้ป่วยหลังการระบาดใหญ่นั้น เราเตรียมระบบรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ส่วนระบบรักษาที่บ้าน (HI) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แจ้งว่าจะให้บริการถึงสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ และจะใช้ระบบเจอแจกจบแทน แต่เท่าที่ทราบ ประกันสังคมจะขยายให้บริการ HI ต่อออกไปอีก ซึ่งทั้งหมดนี้จะปรับตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เพราะผลของการศึกษาพบว่า BA.4 BA.5 เชื้อไปที่เซลล์ปอดมากขึ้น แต่ข้อมูลในโลกจริงยังไม่มีระบุถึงความรุนแรงที่มากขึ้นนพ.สมศักดิ์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจาก รพ.ราชวิถี ถึงอัตราครองเตียงเพิ่มในสัดส่วนมากกว่าครึ่งของจำนวนเตียงผู้ป่วยโควิด ผู้ป่วยอาการ รุนแรงใส่ท่อช่วยหายใจเพิ่มประมาณร้อยละ 10-20 ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม 608 และภาพรวม รพ.ในสังกัด ทุกแห่ง พบผู้ป่วยครองเตียงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ได้ประสานให้ รพ.ในสังกัดที่มีผู้ป่วยปอดอักเสบ ให้ประสานกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ส่งตรวจสายพันธุ์ เพื่อประเมิน ว่าเป็นสายพันธุ์โอมิครอน BA.4/BA.5 หรือไม่ ขณะนี้ เป็นจุดที่เราต้องเตรียมแนวทางรักษาหากสถานการณ์เลวร้ายลง นอกจากนี้ มีหนังสือสั่งการไปถึง รพ.ในสังกัด กรมการแพทย์ให้บุคลากรใน รพ.รวมถึงผู้มารับบริการ ทุกคน ยังคงใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง พร้อมกำชับให้บุคลากรทุกคนฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นหากเกิน 4 เดือนแล้ว รวมถึงประชาชนที่มารับบริการ ให้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นด้วยด้าน นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผอ.รพ.ราชวิถี กล่าวว่า ก่อนหน้า รพ.ราชวิถีมีเตียงผู้ป่วยกลุ่มอาการ สีเหลืองถึงแดงเกือบ 100 เตียง เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ลดเตียงลงเหลือ 60 เตียง แต่เมื่อเดือน พ.ค.65 ผู้ป่วย เริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้น อัตราครองเตียงอยู่ที่ร้อยละ 40 และตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย.เป็นต้นมา เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 70-80 รวมถึงผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวที่เข้ามารักษาผ่านระบบเจอแจกจบ และ HI เพิ่มสูงขึ้น จากเดิมวันละ 100 ราย เป็น 220 รายต่อวัน อย่างไรก็ตาม ภาพรวม ผู้ป่วยเพิ่มแต่ทาง รพ.ยังดูแลได้ แต่ขอความร่วมมือประชาชนทุกคนอย่าประมาท โดยเฉพาะมาตรการป้องกันตนเอง สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือ และฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นส่วนสถานการณ์โรคโควิด-19 ในไทย ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รายงานเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,761 คน เป็นการติดเชื้อในประเทศ 1,757 คน เป็นผู้เดินทาง มาจากต่างประเทศ 4 คน หายป่วยเพิ่มขึ้น 2,185 คน อยู่ระหว่างรักษา 22,458 คน อาการหนัก 638 คน ใส่ท่อช่วยหายใจ 290 คน เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 13 คน เป็นชาย 5 คน หญิง 8 คน เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป 12 คน มีโรคเรื้อรัง 1 คน ทำให้ตั้งแต่ปี 2563 ไทยมีผู้ติดเชื้อยืนยันสะสม 4,517,651 คน หายป่วย สะสม 4,464,573 คน ผู้เสียชีวิตสะสม 30,620 คนขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก วันเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ยืนยันว่า การติดเชื้อ โควิด-19 ในประเทศขณะนี้ เป็นเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ ย่อย BA.4 และ BA.5 แล้ว ร้อยละ 45 ถือว่าสัดส่วน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน โดยเฉพาะ BA.5 ที่ครองสัดส่วน ร้อยละ 40 ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าจะมาแทนที่ BA.2 ในไม่ช้า แต่จากการ เก็บข้อมูลไม่พบว่า สายพันธุ์ย่อยตัวใหม่มีความอันตราย เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ยังออก แถลงแสดงความเสียใจ กรณีมีรายงานเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เสียชีวิตหลังติดเชื้อโควิด-19 เป็นรายแรกของประเทศ จากการตรวจสอบเป็นทารกวัย 1 ขวบ 6 เดือน เสียชีวิตจากการติดเชื้อซ้ำซ้อนทั้งโควิด-19 เอนเทอโร ไวรัส และไวรัสอาร์เอสวี จนเกิดอาการสมองอักเสบ