การปลดล็อกกัญชา กัญชง ให้ไม่จัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 กลายเป็นเรื่อง Talk of the Town ในสังคมไทยอีกระลอก หลังจากพรรคการเมืองใหญ่ประกาศนโยบาย “ปลดล็อกกัญชา” เมื่อครั้งหาเสียงเลือกตั้งก่อนเข้ามาเป็นรัฐบาลในทางการเมือง การปลดล็อกกัญชาอาจดูเหมือนเป็นความสำเร็จในทางการเมืองที่นโยบายได้รับการสานต่อเป็นรูปธรรม แต่ในทางสังคม การปลดล็อกกัญชาอาจมีผลได้ไม่คุ้มเสียสำหรับคนส่วนใหญ่ในประเทศ เพราะแม้แต่ออสเตรเลีย ซึ่งตั้งเป้าเป็นผู้นำโลกในการส่งออกกัญชาเพื่อการแพทย์ก็ยังคงไม่ “ปลดล็อก” การใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ มีการแก้ไขกฎหมายที่อนุญาตให้เพียงผู้อยู่อาศัยในกรุงแคนเบอร์ราที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไปสามารถครอบครองกัญชาได้มากถึง 50 กรัม และปลูกกัญชาได้ 2 ต้นต่อบุคคล หรือ 4 ต้นต่อครัวเรือน และยังเป็นเพียงกฎหมายยกเว้นเฉพาะเพียงเมืองเดียวแต่ในระดับประเทศ กัญชายังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งในทางปฏิบัติจริงก็มีข้อโต้แย้งไม่น้อยว่าเป็นการแก้ไขกฎหมายของรัฐที่ขัดแย้งกับกฎหมายของประเทศ และล่าสุด เกร็ก ฮันต์ รัฐมนตรีสาธารณสุขของออสเตรเลีย ก็ได้ออกมาย้ำว่า ออสเตรเลียอนุญาตเฉพาะการใช้กัญชาในทางการแพทย์เพื่อผู้ป่วยเท่านั้น เพราะกัญชายังมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต และยังเป็นต้นทางของการนำไปสู่การติดยาเสพติดที่รุนแรงขึ้น เช่น ยาไอซ์ เฮโรอีน ได้ โดยเฉพาะในเด็กและเยาวชน “เราไม่เชื่อว่ากัญชาจะปลอดภัยเพียงพอต่อคนส่วนใหญ่ และยังเป็นสิ่งที่ไม่สมควรได้รับการอนุญาต” ฮันต์บอกสำหรับประเทศไทย แม้นักการเมืองที่ผลักดันนโยบายดังกล่าวจะอ้างว่าเป็นความสำเร็จ แต่เมื่อปรากฏการณ์ “ปลดล็อก” กัญชาเกิดขึ้นจริงๆ กลับพบว่ามีหลายฝ่ายแสดงความกังวลต่อปัญหาที่จะเกิดตามมา ไม่ว่าจะเป็นผลข้างเคียงจากการใช้กัญชาเกินขนาด ความไม่ปลอดภัยเพียงพอในการใช้กัญชา และรวมไปถึงการมอมเมาเด็กและเยาวชนของประเทศให้เข้าสู่เส้นทางยาเสพติดได้ง่ายขึ้นนพ.สุจิระ ปรีชาวิทย์ จิตแพทย์ รพ.จิตเวชสระแก้วราชนครินทร์ ระบุว่า สาร THC ในกัญชาส่งผลต่อสมองทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทำให้การถอดรหัสพันธุกรรมและการสร้างโปรตีนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การใช้กัญชาอาจทำให้เกิดอาการโรคจิต มีหูแว่วหวาดระแวง โรคซึมเศร้า ความคิดหรือความพยายามฆ่าตัวตาย ในกลุ่มผู้ป่วยจิตเวช ทำให้โรคจิตเวชเดิมแย่ลง ทั้งโรคจิตเภท โรคอารมณ์สองขั้ว โรควิตกกังวล และ PTSD ปัญหาสำคัญที่สุดคือ ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคจิตเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการใช้และติดสารเสพติดชนิดอื่นด้วยจากการศึกษาในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาที่ประกาศใช้นโยบายกัญชาทางการแพทย์ทั้งแบบจำกัด ข้อบ่งชี้และเปิดกว้าง พบว่ารัฐที่ใช้นโยบายกัญชาแบบเปิดกว้างมีอุบัติการณ์ของโรคจิตเวชรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ส่วนข้อมูลจากประเทศที่อนุญาตให้ใช้กัญชาแบบสันทนาการได้ พบว่ามีผู้ป่วยและผู้ได้รับผลกระทบจากกัญชาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับประเทศไทยมีรายงานจากฐานข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ปี 63-64 ช่วงการระบาดของโควิดว่า ผู้รับบริการแบบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในแผนกจิตเวชลดลง แต่ผู้เข้ารับการรักษาโรคจากการใช้สารเสพติดไม่รวมแอลกอฮอล์และบุหรี่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องถึง 20-40% การออกนโยบายกัญชาจึงควรสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์และอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมโดยรวม รัฐควรทำให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้กัญชาสามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์สูงสุด แต่ต้องป้องกันบุคคลทั่วไปและเยาวชนจากความเสี่ยงของกัญชารูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการอย่างเสรีด้าน ศ.นพ.ชวนันท์ ชาญศิลป์ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า กัญชายังถือเป็นสารเสพติด ผู้ใหญ่จะมีโอกาสเสพติดประมาณ 9% เด็ก วัยรุ่น 17% และมีผลกระทบต่อการทำงานของสมอง โดยเฉพาะเด็ก วัยรุ่น ซึ่งจากการทำ MRI พบสมองเล็กลง รอยหยักเปลี่ยนไป เกี่ยวข้องกับความสามารถในการเรียนรู้และสติปัญญา ไอคิวลด มีผลต่อความจำ ความสามารถในการใช้เหตุผล สมาธิ ทักษะแก้ปัญหาชีวิต มีปัญหาความยับยั้งชั่งใจ ส่งผลต่อพฤติกรรมความรุนแรง พบความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ฆ่าตัวตาย เกเร ทั้งนี้ พบพฤติกรรมฆ่าตัวตายในวัยรุ่นที่ใช้กัญชาสูง 3-4 เท่า ซึ่งน่ากังวลหากเปิดใช้กัญชาที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ ปัญหาการฆ่าตัวตายอาจจะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อครอบครัว เกิดความเครียดทั้งจากกัญชาและการเงิน มีข้อมูลพบการใช้ความรุนแรงทางร่างกาย ความรู้สึก การล่วงละเมิดทางเพศสูงขึ้นด้วย ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Journal of the American Medical Association พบหลักฐานระดับปานกลางที่สนับสนุนประโยชน์ของกัญชาทางการแพทย์สำหรับสภาวะสุขภาพบางอย่างตามหลัก จิตเวชศาสตร์และประสาทวิทยาคลินิก การเสพกัญชาในระยะสั้นๆ หรือชั่วคราว ทำให้ความจำในขณะนั้นลดลง นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า กัญชามีส่วนในการทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและพบว่าการสูบกัญชามีอันตรายกว่าบุหรี่ทั่วไปกว่า 5 เท่า รวมทั้งมีผลทำให้เกิดมะเร็งปอดได้อีกด้วย.