โควิด-19 ในไทยดีขึ้นกว่าทุกวัน พบผู้ติดเชื้อใหม่รายวันต่ำกว่า 2 พันคน เป็นครั้งแรกของปี ขณะที่ ผู้ป่วยตาย 15 ศพ คณะกรรมการ MIU สธ.เล็งเสนอ ศบค.ยกเลิกมาตรการคัดกรองผู้ป่วยโรคโควิด-19 ด้วยการวัดไข้ หลังพบเครื่องวัดอุณหภูมิไม่ช่วยคัดกรองได้จริง เหตุโควิด-19 ลดความรุนแรง ผู้ติดเชื้อกว่าครึ่งไม่แสดงอาการ รวมถึงผู้ป่วยบางรายปิดบังด้วยการกินยาลดไข้ ด้าน “หมอยง” เผยผลการศึกษาการให้วัคซีนโควิด-19 ในเด็กอายุ 5-11 ปี เด็กตอบสนองภูมิต้านทานได้ดีกว่าผู้ใหญ่อย่างชัดเจน การให้วัคซีนเชื้อตาย 2 เข็มแล้วตามด้วย “ไฟเซอร์” ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป กระตุ้นภูมิต้านทานได้สูงมากสามารถป้องกันสายพันธุ์โอมิครอนได้ดี ย้ำไม่ว่าวัคซีนชนิดใด แค่ 2 เข็มไม่พอ ต้องมีเข็ม 3เหลือเวลาแค่ครึ่งเดือนที่ไทยอาจจะได้ปรับสถานะโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด-19) จากโรคติดต่ออันตราย ที่มีการระบาดและคร่าชีวิตคนทั่วโลกเป็นจำนวนมากมากว่าสองปี มาเป็นโรคประจำถิ่น หรือโรคประจำฤดูกาล เมื่อสถานการณ์แพร่ระบาดในไทยดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (ศบค.) รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ ต่ำสองพันคนเป็นครั้งแรกของปีนี้อยู่ที่ 1,801 คน จำแนกเป็นการติดเชื้อในประเทศ 1,794 คน จากเรือนจำ 1 คน จากต่างประเทศ 6 คน หายป่วยเพิ่ม 2,330 คน อยู่ระหว่างรักษา 21,786 คน อาการหนัก 661 คน ใส่เครื่องช่วยหายใจ 329 คนส่วนผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่ม 15 คน อายุ 27-88 ปี เป็นชาย 8 คน หญิง 7 คน อายุ 60 ปีขึ้นไป 10 คน มีโรคเรื้อรัง 5 คน ขณะที่ตั้งแต่ปี 2563 มียอดผู้ติดเชื้อ ยืนยันสะสม 4,486,664 คน หายป่วยสะสม 4,434,529 คน ผู้เสียชีวิตสะสม 30,349 คน และเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ได้เพิ่ม 36,636 โดส และตั้งแต่ 28 ก.พ.2564 รวมฉีดสะสม 138,697,935 โดส เป็นเข็มแรกสะสม 56,858,251 ราย คิดเป็นร้อยละ 81.7 ของประชากร เข็มที่สองสะสม 52,920,931 ราย คิดเป็นร้อยละ 76.1 ของประชากร และเข็มสาม หรือ เข็มกระตุ้ม รวมสะสม 28,918,753 ราย คิดเป็นร้อยละ 41.6 ของประชากร ต่อมา นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง และประธานคณะกรรมการประมวลสถานการณ์โรคโควิด-19 กระทรวงสาธารณสุข (MIU) เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันทั้งสถานการณ์และเชื้อโควิด-19 มีความรุนแรงลดลงมาก อีกทั้งประชาชนได้รับวัคซีนเป็นจำนวนมาก ผู้ติดเชื้อมากกว่า ครึ่งไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย นอกจากนี้ ผู้ป่วยสามารถปิดบังอาการไข้ได้ด้วยการรับประทานยาลดไข้ ใส่เสื้อผ้าหนาปกคลุมร่างกาย การล้างหน้า และการใช้เครื่องสำอาง เป็นต้น คณะกรรมการ MIU ทบทวนมาตรการคัดกรองอุณหภูมิ หลังผ่านพ้นการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 จากการศึกษา พบว่า เครื่องวัดอุณหภูมิมีประสิทธิผลในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 ต่ำ มีค่าความไวต่ำตั้งแต่ ร้อยละ 0-39 ทำให้ค่าพยากรณ์ผลทั้งบวกและลบ ต่ำมาก ให้ผลบวกและลบปลอม ทั้งการใช้ที่สนามบิน หรือสถานที่ต่างๆ ยังไม่พบหลักฐานทางวิชาการที่สนับสนุนถึงประโยชน์ในการป้องกันการแพร่ระบาด ดังนั้น มีข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการว่าในปัจจุบันและหลังผ่านพ้นการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 อาจไม่จำเป็นต้องให้สนามบิน ช่องทาง เข้าออกระหว่างประเทศ และสถานประกอบการต่างๆ คัดกรองผู้ติดเชื้อด้วยการวัดอุณหภูมิ อังกฤษออกคำแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องวัดอุณหภูมิเพื่อคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 สิงคโปร์ยกเลิกการคัดกรองอุณหภูมิในที่สาธารณะ สหรัฐอเมริกาและแคนาดาปัจจุบันไม่มีคำแนะนำเรื่องการวัดอุณหภูมิสำหรับการคัดกรองนพ.รุ่งเรืองกล่าวต่ออีกว่า เครื่องวัดอุณหภูมิแบบสแกนร่างกายในสนามบินนั้น ไม่มีหลักฐานด้านประสิทธิผลในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่นกัน และยังต้องพัฒนานวัตกรรมที่มีประสิทธิผลในการคัดกรองโรคติดเชื้อที่ดีกว่านี้ในอนาคตสำหรับในกลุ่มนักเดินทาง นอกจากนี้ พบว่า มาตรการคัดกรองอุณหภูมิที่สนามบินอาจทำให้ เกิดความมั่นใจในความปลอดภัยมากเกินไป จนส่งผลให้ละเลยมาตรการอื่นๆ และทำให้เกิดความไม่สะดวก ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าว จะนำเสนอ ศบค.เพื่อพิจารณาต่อไป แต่ยังคงเน้นย้ำมาตรการเรื่องวัคซีน เข็มกระตุ้น การสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่เสี่ยง กลุ่มเสี่ยง และผู้ที่มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ มีน้ำมูก และให้ธำรงรักษาพฤติกรรมสุขภาพที่ดี เช่น การล้างมือ การเว้นระยะห่าง ลดความแออัด รวมถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีด้าน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กถึงผลการศึกษา ของศูนย์ฯ ในการให้วัคซีนโควิด-19 ในเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปี วิธีการให้ด้วยวัคซีนชนิดต่างๆ ได้ผลสรุป ดังนี้ 1.การให้วัคซีนเริ่มต้นด้วยซิโนแวค ตามด้วย ไฟเซอร์เข็ม 2 ที่ 1 เดือน ได้ผลไม่ด้อยกว่าการให้ วัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็ม ห่างกัน 2 เดือน ภูมิต้านทาน จำเพาะต่อหนามแหลมที่เป็น immunoglobulin G จะสูงกว่า แต่ภูมิต้านทานรวม (globulin ที่รวม IgG IgA IgM) ในกลุ่มไฟเซอร์จะสูงกว่า2.ระยะเวลาห่างของสูตรไขว้จะเป็น 4 สัปดาห์ การให้วัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็มจะห่างกัน 8 สัปดาห์ โดยหลักการแล้วยิ่งห่างภูมิจะสูงขึ้นกว่า การใช้สูตรไขว้ระยะห่างเป็นเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น ได้ผลเร็วกว่าการให้ไฟเซอร์ห่างกัน 2 เดือน 3.เด็กตอบสนองภูมิต้านทานได้ดีกว่าผู้ใหญ่อย่างชัดเจน 4.การให้วัคซีนเชื้อตาย 2 เข็มในเด็ก 5 ถึง 11 ปี (ซิโนแวค หรือซิโนฟาร์ม) แล้วตามด้วยไฟเซอร์ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป กระตุ้นภูมิต้านทานได้สูงมาก เช่นเดียวกับการศึกษาในผู้ใหญ่ที่ผ่านมา สามารถป้องกันสายพันธุ์โอมิครอนได้ดี 5.การให้ซิโนแวค 2 เข็มก่อน จะได้ภูมิสูงกว่าการให้ซิโนฟาร์ม 2 เข็มก่อน เช่นเดียวกับการศึกษาในผู้ใหญ่ที่ผ่านมา 6.ข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา การให้วัคซีน 2 เข็ม ระดับภูมิต้านทานไม่เพียงพอจำเป็นต้องให้ถึง 3 เข็ม ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิดใด ในเด็กก็เช่นเดียวกันไฟเซอร์ 2 เข็มก็ไม่เพียงพอ ต่อไปต้องมีการกระตุ้นเข็ม 3 6.การให้วัคซีนเชื้อตายก่อน เป็นการหลีกเลี่ยงลดจำนวนการให้วัคซีน mRNA ให้น้อยลง อาการข้างเคียงของ mRNA จะเกิดขึ้นในเข็มที่ 2 และ 3 มากกว่าเข็มแรก การศึกษานี้รอให้สมบูรณ์ รวมทั้งการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เพิ่มขึ้น เหมือนกับที่ศึกษาในผู้ใหญ่และจะได้เผยแพร่ในวารสารนานาชาติต่อไป วันเดียวกัน “ดร.เอ้” นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ภาพผลตรวจ ATK ที่ขึ้นสองขีดพร้อมข้อความว่า ช่วงเลือกตั้ง เดินลงพื้นที่ทุกวันพบประชาชนเป็นพันเป็นหมื่น รวมแล้วคงเป็นแสนคน ตรวจทุกวัน “รอด” เห็นขีดเดียวจนคุ้นตาไม่เคยเป็นโควิด หลังเลือกตั้งเจอคนน้อยมาก เดินทางก็น้อยมาก แต่วันนี้พบ “สองขีด” ชัดแจ๋ว “ไม่รอดโควิด” ซะแล้ว ชีวิตคนก็เป็นแบบนี้คาดเดาตามสถิติคงผิดกันหมด นอกจากนี้ นายสุชัชวีร์ยังระบุด้วยว่ารู้สึก “ดีใจ” และ “เสียใจ” ปะปนกัน “ดีใจ” คือ แม้จะเสี่ยงติดเชื้อมากๆในช่วงเลือกตั้งแต่ผมรอด ปลอดภัยเดินจนจบเลือกตั้ง ที่ “เสียใจ” คือเป็นห่วงครอบครัว พ่อแม่สูงวัย ลูกเล็ก และภรรยาที่ต้องทำงานทุกวัน ทั้งต้องเสี่ยงและยังต้องมาดูแลผมที่อยู่แบบ Home Isolation แยกมาอยู่แบบปิดห้อง ขังตัวเอง โดดเดี่ยวจริงๆถือว่าให้เป็นประสบการณ์ตรงจะได้รู้ซึ้งว่าผู้ป่วยเขาต้องประสบอะไรบ้าง ต้องการอะไรบ้าง เผื่อได้คิดทำอะไรช่วยเหลือใหม่ๆ และระบุอาการว่า เหมือนเป็นหวัด เป็นไข้ แต่ยังโอเคส่วนที่ จ.ร้อยเอ็ด ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ร.ต.อ.หญิง มาลินี โมรารัตน์ รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองร้อยเอ็ด ได้รับแจ้งจาก รพ.ร้อยเอ็ด ว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตจากการวูบในห้องน้ำให้มาร่วมชันสูตรศพ เมื่อไปถึงพบศพวัยรุ่นชาย อายุ 15 ปี แพทย์ลงความเห็นว่าเสียชีวิตเพราะหัวใจวาย แต่ผลตรวจโควิด-19 กลับพบว่าผู้ตายติดโควิด-19 ร่วมด้วย สอบสวนนายสมชาย อายุ 47 ปี พ่อผู้ตายให้การว่า เมื่อ 3 วันที่แล้วลูกชาย มีอาการไข้อ่อนๆและมีอาการเพลีย ตรวจโควิด-19 ให้ในเบื้องต้น แต่ผลออกมาไม่ติด กระทั่งในช่วงสายวันนี้ลูกชายเข้าไปอาบน้ำ แต่ลูกชายติดโทรศัพท์มาก แม้เข้าห้องน้ำจะเอาโทรศัพท์เข้าไปนั่งเล่นด้วย จนผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงยังไม่เห็นลูกชายออกจากห้องน้ำ ร้องเรียกก็ไม่มีเสียงตอบรับ จึงตัดสินใจพังประตูเข้าไป พบว่าลูกชายนั่งวูบหมดสติอยู่กลางห้องน้ำ ที่มือยังถือโทรศัพท์อยู่ รีบโทร.ขอความช่วยเหลือจากกู้ชีพแต่ไม่ทันเวลา หลังจากชันสูตรพลิกศพทราบว่าลูกชายติดเชื้อโควิด-19 ยังไม่ทราบว่าไปติดเชื้อมาจากที่ใด ส่วนคนในครอบครัวคงต้องกักตัวเพื่อดูอาการต่อไปขณะที่สถานการณ์โรคโควิด-19 ทั่วโลก สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถาบันด้านจิตวิทยาบลูม ไชลด์ ของสิงคโปร์ เผยแพร่รายงานเตือนภัยปัญหาโรคเครียดและโรคซึมเศร้าที่ส่อจะเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มมารดาที่เพิ่งคลอดลูกหรือลูกยังเล็ก หลังตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จัดสรรตารางชีวิตจนคุ้นชินกับการทำงานจากบ้าน หรือเกิดความรู้สึกไม่อยากห่างจากลูก จากการรวบรวมสถิติผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิตปี 2565 พบว่าสิงคโปร์พบมากเป็นอันดับแรกของภูมิภาคอาเซียนคิดเป็นสัดส่วนต่อจำนวนประชากร 4.6 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือประเทศไทย 4.4 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วยเวียดนาม มาเลเซีย เมียนมา อินโดนีเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว