“หมอยง” แนะการปรับโรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ต้องถอดจากบัญชีโรคติดต่ออันตรายก่อน หวั่นขณะนี้รายงานยอดผู้ป่วยต่ำกว่าเป็นจริง เหตุตรวจเชื้อเอง มีอาการน้อย แล้วไม่ลงทะเบียนแจ้งทางการ ส่อทำผิด พ.ร.บ.โรคติดต่ออันตรายโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ ศบค.แจ้งยอดติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 2.4 พันคน ตาย 20 ศพ แต่ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นยังได้แค่ร้อยละ 41.5 ด้านเลขาฯ สปสช.รับสถานการณ์สายด่วน 1330 คลี่คลายไปเยอะต้องปรับให้เจ้าหน้าที่บางส่วนโทร.ตามกลุ่มเสี่ยงมาฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แทน แต่ระวังแก๊งคอลเซ็นเตอร์สวมรอยสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด-19) ในไทยอยู่ในขาลงต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (ศบค.) รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,474 คน จำแนกเป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 2,464 คน จากเรือนจำ 10 คน หายป่วยเพิ่ม 4,236 คน อยู่ระหว่างรักษา 22,330 คน อาการหนัก 659 คน ใส่เครื่องช่วยหายใจ 317 คน เสียชีวิตเพิ่ม 20 คน อายุ 41-95 ปี เป็นชาย 14 คน หญิง 6 คน อายุ 60 ปีขึ้นไป 15 คน มีโรคเรื้อรัง 4 คน ไม่มีประวัติโรคเรื้อรัง 1 คน ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2563 ไทยมียอดผู้ติดเชื้อยืนยันสะสมจำนวน 4,484,863 คน ยอดหายป่วยสะสม 4,432,199 คน และยอดผู้เสียชีวิตสะสม 30,334 คน ส่วนการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2565 ฉีดได้เพิ่ม 139,020 โดส รวมตั้งแต่ 28 ก.พ.2564 ฉีดได้สะสม 138,661,299 โดส เมื่อจำแนกเป็นรายเข็ม พบว่า ฉีดเข็มแรก 56,855,301 ราย หรือคิดเป็น 81.7 ของประชากร เข็มที่สอง 52,915,316 ราย คิดเป็นร้อยละ 76.1 ของประชากร และเข็มที่สามหรือเข็มกระตุ้น 28,890,682 ราย คิดเป็นร้อยละ 41.5 ของประชากร ซึ่งถือว่ายังไม่เป็นไปตามเกณฑ์การปรับโรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตรายไปเป็นโรคประจำถิ่น ที่ต้องให้มีการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นมากกว่าร้อยละ 60ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้กำหนดเกณฑ์พิจารณา โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นไว้ 4 ข้อคือ 1.ผู้ป่วยรายใหม่ไม่เกิน 10,000 คนต่อวัน 2.อัตราป่วยตายน้อยกว่าร้อยละ 0.1 3.เข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาลน้อยกว่าร้อยละ 10 และ 4.กลุ่มเสี่ยงป่วยรุนแรงได้รับวัคซีนอย่างน้อย 2 โดส มากกว่าร้อยละ 80 และต่อมาในเดือน เม.ย. ศบค.ผ่านความเห็นชอบหลักเกณฑ์และแนวทางในการพิจารณาเป็นโรคประจำถิ่นของโควิด-19 ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ได้แก่ 1.ดูแนวโน้มการติดเชื้อ แนวโน้มจำนวนผู้ป่วยอาการหนัก อัตราการครองเตียงระดับ 2 และระดับ 3 2.การฉีดวัคซีนโควิด-19 ครอบคลุมการฉีดวัคซีนในประชากร รวมฉีดเข็มกระตุ้นได้มากกว่าร้อยละ 60 ของประชากร ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม เกินร้อยละ 80 จากประชากรตามสิทธิการรักษา ได้รับเข็มกระตุ้นมากกว่าร้อยละ 60 ขึ้นไป ก่อน 1 ก.ค.2565 และ 3.จำนวนผู้ป่วยเสียชีวิตจะต้องน้อยกว่าร้อยละ 0.1 เป็นรายสัปดาห์ช่วง 2 สัปดาห์ติดต่อกัน โดยคิดคำนวณจากผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 หารด้วย ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่รับการรักษา คูณด้วย 100นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สายด่วน สปสช. 1330 ได้มีการเพิ่มเจ้าหน้าที่รับสายด่วนและคู่สายจากเดิม 150 คู่สาย เป็น 400 คู่สาย ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อให้บริการตอบคำถาม ประสานงานเกี่ยวกับการดูแล ให้คำปรึกษา ส่งต่อผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งมีการโทร.เข้ามาวันละกว่า 30,000-70,000 สายต่อวัน แต่ขณะนี้สถานการณ์การระบาดคลี่คลายลง ทำให้ยอดการโทร.สายด่วนลดลงมาอยู่ที่วันละประมาณ 6,000 สาย แต่เนื่องจาก สปสช.ทำสัญญาจ้างเจ้าหน้าที่รับสายด่วนถึงเดือน ก.ย.2565 จึงต้องปรับหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บางส่วนให้ช่วยติดตามผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงมารับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ซึ่งมีการรณรงค์อยู่ในขณะนี้ โดยโทร.แจ้งสิทธิให้ทราบ และให้มารับวัคซีนที่สถานพยาบาลใกล้บ้านนพ.จเด็จกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามพบปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงประชาชนทางโทรศัพท์ ทำให้งานของ สปสช.มีปัญหาพอสมควร ดังนั้นขอแจ้งให้ประชาชนทราบว่า การโทรศัพท์ของ สปสช.นั้น จะแจ้งให้ประชาชนทราบถึงสิทธิในการรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีเท่านั้น จะไม่มีการขอเอกสารใดๆ หรือเรียกเก็บเงิน หากพบพฤติกรรมดังกล่าวให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที วันเดียวกัน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องการเข้าสู่โรคประจำถิ่น หรือประจำฤดูกาลของโรคโควิด-19 กับ พ.ร.บ.โรคติดต่ออันตราย ว่า ขณะนี้การรายงานยอดผู้ป่วยต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะมีจำนวนมากที่มีการติดเชื้อด้วยการตรวจเอง ไม่รุนแรง ไม่ได้ลงทะเบียน ไม่ทราบว่า จะมียอดจำนวนเท่าไหร่ศ.นพ.ยง ระบุว่า การเข้าสู่โรคประจำถิ่นสิ่งแรกที่จะต้องทำคือจะต้องเอารายชื่อโรคโควิด-19 ออกจากบัญชีโรคติดต่ออันตราย ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ โดยโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 ขณะนี้เราทำผิดกฎหมายกันมาก ตามกฎหมายฉบับนี้ โรคติดต่ออันตรายจะต้องแจ้งให้หน่วยงานที่ควบคุมดูแล ทราบอย่างรวดเร็วภายในชั่วโมง หรืออย่างช้าไม่ควรเกิน 24 ชั่วโมง ในความเป็นจริงขณะนี้ผู้ที่ติดเชื้อจำนวนมากหรือมีอาการน้อย ไม่ได้แจ้งหรือลงทะเบียน ก็จะเป็นการทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัวศ.นพ.ยง ระบุต่ออีกว่า โรคโควิด-19 จะต้องเปลี่ยนจากโรคติดต่ออันตรายมาเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังและมีแนวทางการปฏิบัติเช่นเดียวกับโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง 55 โรค ในช่วงที่โรคโควิด-19 อยู่ในมาตรการที่เข้มข้น ตามกฎหมายของ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ยังไม่เพียงพอที่จะควบคุม เราจึงจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเข้ามาช่วย เราต่อสู้มานานถึง 2 ปีกว่า และขณะนี้ทุกคนมีภูมิต้านทานอยู่ในระดับหนึ่งและเคยติดเชื้อไปแล้วจำนวนหนึ่ง ซึ่งมากพอสมควรในการที่จะให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นหรือประจำฤดูกาลเหมือนโรคทางเดินหายใจอื่นๆ กฎเกณฑ์ต่างๆคงจะต้องเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เหมาะสม และความยอมรับของประชาชนทั่วไป รวมทั้งความเป็นอยู่ การเรียนการสอนของนักเรียน และจะได้ไม่ทำผิดกฎหมาย การปิดเรียนของนักเรียนก็เช่นเดียวกัน ในอนาคตอันใกล้นี้แนวทางการปฏิบัติคงต้องคล้ายคลึงกับโรคทางเดินหายใจอื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ มือเท้าปาก ที่เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังสำหรับสถานการณ์โรคระบาดในต่างแดน วันเดียวกัน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (CDC) แถลงว่าโรคฝีดาษลิงยังคงลุกลามอย่างช้าๆ ในสหรัฐฯพบยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 45 คน ใน 15 รัฐ เมื่อเทียบกับยอดสัปดาห์ก่อน 21 คน ขณะที่ยอดติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มเป็น 31 ประเทศ จำนวน 1,576 คน ต้องสงสัยติดเชื้อแต่ไม่ได้รับการยืนยัน 44 คน ซีดีซีชี้แจงด้วยว่าไวรัสฝีดาษลิงติดต่อกันทางสารคัดหลั่ง อาทิ การสัมผัสใกล้ชิดด้วยใบหน้าในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เชื้อไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ ไม่ได้ติดต่อเพียงเพราะการยืนสนทนากัน เดินสวนกันในร้านสะดวกซื้อ หรือหยิบจับสิ่งของร่วมกันอย่างลูกบิดประตู