เต้-มงคลกิตติ์ ยันเดินหน้าลุยฟ้องคดีอาญา “แตงโม” ถูกฆาตกรรม 100% ไม่สน “แม่ภนิดา” จะเปลี่ยนใจไม่ยื่นฟ้องตรงต่อศาลเอง เพราะหวั่นโดนคู่กรณีฟ้องกลับ ลั่นจะฟ้องคดีแพ่งซ้ำอีกยกเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท ด้าน “ทนายเดชา” ประกาศพร้อมรีเทิร์นช่วยคุณแม่อีกรอบ ย้ำคดีนี้เต็มที่เป็นได้แค่คดีประมาท แฉอีกฝ่ายรู้ดีพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ระบุ 16 มิ.ย.จ่อเข้าให้ถ้อยคำ กมธ.ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง ส.ส.เต้สังคมสับสนเรื่องราวพลิกไปพลิกมา กรณีนางภนิดา ศิระยุทธโยธิน แม่แตงโม-ภัทรธิดา หรือนิดา พัชรวีระพงษ์ ดาราสาวชื่อดังที่ตกเรือสปีดโบ๊ตเสียชีวิตกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ออกมาให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์แห่งหนึ่งว่า เครียดกับคดีของลูกสาว และไตร่ตรองดีแล้ว ตัดสินใจจะไม่ขอยื่นฟ้องคดีฆาตกรรมต่อศาลโดยตรงแล้ว เพราะเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่ชัดเจนเพียงพอจะยื่นฟ้องได้ เกรงว่าหากยื่นฟ้องไปแล้วและแพ้คดี คนที่จะเดือดร้อนและถูกดำเนินคดีคือตน ขณะทีมที่ปรึกษากฎหมายในคดีแตงโม ทั้งนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ และนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ยังยืนยันจะเดินหน้าฟ้องร้องต่อไปความคืบหน้าเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ไลฟ์ชี้แจงคดีแตงโมว่า ยืนยันจะเดินหน้าฟ้องดำเนินคดีอาญาคดีแตงโมเอง ในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ ทีมงานกฎหมายจะประชุมสรุปรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล พยานนิติวิทยาศาสตร์ พยานผู้เชี่ยวชาญด้านบาดแผล และกล้องวงจรปิด เพื่อมาตรวจร่างคำฟ้องและพิจารณาจะฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญามาตราใด ระหว่างมาตรา 289 (7) เรื่องการฆาตกรรม มีโทษประหารชีวิต กับมาตรา 290 เรื่องการทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ชีวิต มีโทษจำคุก 3-15 ปี ขอความร่วมมือสื่อมวลชนอย่าโทรศัพท์ไปหาแม่ภนิดาส่วนตัว เพราะเรื่องข้อกฎหมาย คุณแม่อาจอธิบายได้ไม่ครบถ้วน ยืนยันคดีนี้จะฟ้อง 100% แต่จะเป็นมาตราใดเป็นอีกเรื่อง“เราใช้ทีมงานกฎหมายหลายหัว ไม่น้อยกว่า 30 คน ทำอย่างรอบคอบ ไม่มั่ว จำเป็นต้องฟ้อง ถ้าไม่ฟ้อง หากอัยการจังหวัดนนทบุรี ยื่นฟ้องข้อหาประมาท จะทำให้ฝ่ายจำเลยรับสารภาพได้เลย เมื่อสารภาพแล้วคดีจบทันที ไม่สามารถฟ้องเพิ่มได้อีก เพราะการพิจารณาคดีอาญาในเหตุการณ์เดียวกันจะฟ้องซ้ำไม่ได้ นอกจากใช้ พ.ร.บ.รื้อฟื้นคดีอาญาใหม่ พ.ศ.2526 ที่ยังไม่เคยปรากฏว่าฟ้องซ้ำได้” นายมงคลกิตติ์กล่าวนายมงคลกิตติ์กล่าวอีกว่า การถูกฟ้องกลับ หากเป็นการยื่นฟ้องเท็จนั้น การฟ้องกลับไม่ใช่ทำได้ง่ายๆต้องดูพยานหลักฐานมีที่มาหรือไม่ พยานบุคคลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากพยานมีที่มาที่ไป จะเป็นการฟ้องเท็จไม่ได้ การเบิกความครั้งนี้ นายอัจฉริยะเป็นผู้เบิกความแทนคุณแม่ในคดีแตงโม พยานมีที่มาที่ไปทั้งหมด เพื่อไม่ให้ถูกฟ้องกลับ ขณะที่การฟ้องค่าเสียหายคดีแพ่ง ต้องรอหลักฐานค่าใช้จ่ายการจัดงานศพ หนี้สินแตงโม ทั้งหนี้บ้าน หนี้รถ ต้องรวบรวมมาฟ้องแพ่ง จากการคำนวณรายได้แตงโม ตั้งแต่อายุ 37 ปี จนถึง 50 ปี น่าจะมีรายได้อยู่ที่ 200 ล้านบาท แต่คงฟ้องที่ 100 ล้านบาท เพราะส่วนใหญ่ศาลจะให้แค่ครึ่งเดียว การฟ้องแพ่งจะตามมาหลังการฟ้องคดีอาญาเสร็จแล้ววันเดียวกัน นายเดชา กิตติวิทยานันท์ อดีตทนายความของนางภนิดา ที่ทำคดีแตงโมมาตั้งแต่ต้น เปิดเผยถึงกรณีที่นางภนิดาเปลี่ยนใจจะไม่ยื่นฟ้องคดีฆาตกรรม เพราะไม่มั่นใจในพยานหลักฐาน กลัวจะถูกฟ้องกลับว่า เรื่องนี้ตนเคารพการตัดสินใจของคุณแม่ เท่าที่ทราบคุณแม่น่าจะสอบถามความเห็นนักกฎหมายที่เป็นกลางมา ไม่ใช่นักกฎหมายชุดปัจจุบัน การจะฟ้องต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอ ไม่เช่นนั้นมีผลกระทบทางกฎหมายที่ต้องรับ คุณแม่เป็นคนฉลาด เมื่อรู้ว่ามีความเสี่ยงต่อกฎหมายเลยเปลี่ยนใจ แม้นายอัจฉริยะจะบอกว่าเป็นการมอบอำนาจ แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นผู้ที่จะถูกเอาผิดคือผู้ที่เซ็นมอบอำนาจ คนที่รับมอบอำนาจจะไม่ได้โดนไปด้วยนายเดชากล่าวต่อว่า คุณแม่ยังไม่ได้ติดต่อกลับมาหาตน แต่หากวันหนึ่งคุณแม่คิดถึงสามารถติดต่อมาได้ ส่วนตัวไม่ได้มีความขัดแย้งกับคุณแม่ ถึงแม้ว่าคุณแม่จะให้สัมภาษณ์แซะตนบ่อยครั้ง ตนไม่โกรธ เพราะเข้าใจว่าแม่ต้องการหาสาเหตุการเสียชีวิตของลูกสาว ก่อนหน้านี้ตนเคยให้คำแนะนำกับคุณแม่ว่า หากไม่มีหลักฐานยืนยันว่าใครเป็นคนฆ่า อย่าฟ้อง เพราะหากนำสืบไม่ได้จะแพ้คดี และอาจถูกฟ้องกลับได้เมื่อถามว่าจะกลับไปเป็นทนายให้แม่หรือไม่ นายเดชากล่าวว่า คงจะไม่ไปเสนอตัว แต่ถ้าคุณแม่เห็นว่าตนยังมีประโยชน์ก็ติดต่อกลับมาได้ แต่ถ้าสุดท้ายแล้วคุณแม่ยังจะเดินหน้าฟ้อง ก็แล้วแต่คุณแม่ ตนเคารพการตัดสินใจ อยากฟ้องก็ฟ้องไป“ส่วนตัวยังยืนยันว่าคดีนี้เต็มที่ยังไงก็ยังคงเป็นได้แค่คดีประมาท ผมก็อยากจะให้คุณแม่ไปพบ อัยการเจ้าของสำนวนเพื่อดูรายละเอียด จะได้ทราบเหตุและผล ถ้าไม่มีใครพาไปก็โทร.มาหาได้ ผมจะ เป็นคนพาไปเอง คุณแม่จะได้เข้าใจการสั่งฟ้องของอัยการ หากไม่เชื่อมั่นตำรวจ ส่วนกรณีที่นายอัจฉริยะบอกว่ามีภาพคราบเลือดบนเรือ ผมยืนยันจากที่ได้ทราบรายละเอียดในคดีนี้ พยานหลักฐานนี้ไม่มีอยู่จริง แต่พูดไปคนคงไม่ชอบ ถ้าคุณแม่ตัดสินใจไม่ฟ้องเอง คนอื่นที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแตงโมโดยตรงก็ไม่ควรจะฟ้องเอง เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” นายเดชากล่าวนายเดชากล่าวต่อไปว่า หากนายอัจฉริยะบอกว่า มั่นใจในพยานหลักฐาน แต่คุณแม่ก็เพิ่งให้สัมภาษณ์เอง บอกว่าหลักฐานไม่ชัดเจน ไม่ทราบว่านายอัจฉริยะเอาหลักฐานชุดไหนให้คุณแม่ดู จุดนี้เป็นสิ่งที่น่าสงสัย และหากจะอ้างว่าข่าวที่ออกมาเป็นการที่ผู้สื่อข่าวไปปั่นข่าว ตนได้พูดคุยกับนักข่าวช่องดังกล่าวแล้ว ยืนยันว่าได้พูดคุยกับคุณแม่นานกว่า 10 นาที และทุกอย่างค่อนข้างชัดเจนนายเดชายังกล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นสามารถยืนยันได้ว่าสิ่งที่ตนพูดเป็นความจริง ไม่เคยผิดที่บอกว่าเป็นคณะตลกอีกฝ่ายก็รู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอ แต่ตนไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไปแนะนำ คุณแม่ให้ฟ้องคดีฆาตกรรม ที่ตนเคยพูดไว้ว่าการที่ คุณแม่ไปเข้าร่วมกับนายมงคลกิตติ์และนายอัจฉริยะ อีกไม่นานแพก็จะแตก จริงๆแพแตกมาตั้งนานแล้ว เพราะไม่ได้มีใครเห็นไปในทางเดียวกัน แม้แต่นายมงคลกิตติ์กับนายอัจฉริยะเองยังเห็นไม่ตรงกัน วันนี้ ไม่ใช่แค่แพจม แต่หลังจากนี้อาจจะมีคดีความตามมาด้วย“ส่วนกรณีที่ผมไปยื่นเรื่องกับคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบนายมงคลกิตติ์ ว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายผิดจริยธรรม ส.ส. อย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น ล่าสุดผมได้รับหนังสือให้เข้าไปให้ถ้อยคำกับ กมธ.ป.ป.ช. ในวันที่ 16 มิ.ย.นี้ หลังให้ถ้อยคำแล้ว เรื่องจะถูกส่งไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ทันที คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน จะสามารถชี้มูลความผิดได้” นายเดชากล่าว