คนไทยเผชิญความยากลำบาก “วิกฤติชีวิตช่วงโควิด-19 ระบาด” กลายเป็นความรู้สึกกังวลกับความไม่แน่นอน “หันมาพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ” เดินสายทำบุญ ขอพรโชคลาภเงินทอง เสริมสร้างขวัญกำลังใจต่อการทำมาหากินกันแพร่หลาย ที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยในทุกยุคทุกสมัยมานี้แล้วถ้า “มีปัญหาหรือเครียด” ก็มักหันหน้าเข้าวัด หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อตัวเอง “เพื่อขอพร” จนเริ่มเห็นมี “ครูบาอาจารย์เป็นฆราวาส” ตั้งสำนักทำพิธีความเชื่อแปลกๆปรากฏเป็นข่าวบ่อยครั้งแม้ยุคนี้ก้าวสู่ “โลกวิทยาศาสตร์” แสดงความเชื่อด้วยเหตุผลก็มิอาจ “ทำลายความเชื่ออันไร้ข้อพิสูจน์ในสิ่งเหนือธรรมชาตินี้ลงไปได้” ทั้งยังแทรกซึมอยู่ในพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ตามวัดวาอารามอยู่มากมายด้วยซ้ำ ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี ม.ศิลปากรเล่าว่า กังวล คัชชิมาคนไทยอยู่คู่กับความเชื่อความศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช้านาน แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนแรก...“ความเชื่อในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์” เช่น สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดียในส่วน “ประเทศไทย” มักใช้เรื่องเล่าในการสร้างสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์นั้นอย่างเช่น “พระพุทธเจ้าเคยเสด็จยังดินแดนนี้” แล้วมีหลักฐานเป็นพระธาตุ รอยพระพุทธบาท ปรากฏให้คนกราบไหว้ แต่ก็ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่า “พระพุทธเจ้าเคยเสด็จจริงหรือไม่” แม้บางคนไม่เชื่อ ยังต้องเคารพสักการะบูชาเช่นกันด้วยเหตุเพราะ “เรื่องเล่าที่ถูกสร้างเป็นความเชื่อมานานจนกลายเป็นอิทธิพลพลังแห่งความศรัทธาของท้องถิ่นนั้น” อย่างเช่น รอยพระพุทธบาท สระบุรี ที่ปรากฏขึ้นมาตั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาจนมาถึงปัจจุบันนี้ต่อมาคือ “สถานที่เกี่ยวเนื่องสังเวชนียสถาน” ที่มีความสำคัญของชาวพุทธ มักตั้งใจต้องไปสักการะให้ได้สักครั้งในชีวิต เพื่อตามรอยพระพุทธเจ้าในดินแดนต้นกำเนิดศาสนาพุทธที่มีอยู่ในอินเดีย แต่ด้วยสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้นอยู่ห่างไกลบ้านเรามาก ทำให้มีการอันเชิญวัตถุสิ่งของในสถานที่สังเวชนียสถานมาไว้ในไทยอย่างเช่น “ดิน” อันเป็นสิ่งของจากดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์นั้น เพื่อนำมาเป็นมวลสาร ปั้นเป็นพระพุทธรูปองค์ใหม่ เพื่อเป็นการเชื่อมโยงกับสังเวชนียสถานให้ผู้มีความศรัทธากราบไหว้สักการะ ทั้งมีความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์สร้างใหม่ “คําชะโนด” ที่เกิดจากเรื่องเล่าสอดคล้องวิถีชีวิตท้องถิ่นดังนั้นแล้ว “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์” ล้วนมีเรื่องเล่ามาจาก “คนสร้างแทบทั้งสิ้น” บางอย่างเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ถูกนำมาเล่าให้เป็นสถานที่แห่งใหม่ หรือบางอย่างเป็นสิ่งที่เกิดมาก่อน นำมาดัดแปลงเล่าให้สอดรับเหมาะสมกับสถานที่นั้นก็มี แล้วยิ่งกว่านี้ “บางคนรู้แก่อกว่าเป็นเรื่องเล่า” แต่ก็ไม่ปฏิเสธที่จะศรัทธาด้วยซ้ำส่วนที่สอง...“ความเชื่อศรัทธาในพระพุทธรูป” ส่วนใหญ่คนมุ่งกราบไหว้พระศักดิ์สิทธิ์ทำให้ไม่ว่าจะเป็นน้ำมนต์ เหรียญ ยันต์ หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องมักถูกตีตราให้มีความศักดิ์สิทธิ์ตามไปด้วย ก่อนนี้เคยเห็นพระพุทธรูปวัดหนึ่งทำพิธีลอกทองคำเปลวที่เชื่อว่า “เป็นหนังพระพุทธรูป” ทำให้ชาวบ้านพากันแย่งชิงนำไปบูชาแม้แต่กระเบื้องมุงหลังคาโบสถ์ รื้อออกบูรณะใหม่ “อันเป็นที่บังแดดบังฝนให้พระพุทธรูปบวกกับพระเณร” ใช้ในการประกอบพิธีสวดมนต์ทุกวัน ที่เชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งสิริมงคลโดยปริยายอีกด้วย เหตุนี้ถ้าถือว่า “กระเบื้องหลังคาโบสถ์และทองคำเปลวห่อหุ้มองค์พระศักดิ์สิทธิ์” นั้นก็หมายความว่า “สิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับองค์พระ” ย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์แทบทั้งสิ้นถัดมาส่วนที่สาม...“ความเชื่อศรัทธาในบุคคล (พระเกจิ)” ในช่วงก่อนปี 2396 สมัยนั้นพระเกจิถูกมองเป็นปุถุชนบุคคลธรรมดาไม่ค่อยนับถือกันว่า “เป็นผู้มีความศักดิ์สิทธิ์” ทำให้สมัยนั้น “ไม่มีเหรียญพระพิมพ์เป็นรูปเหมือนของพระเกจิ” ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปสร้างออกมาให้คนบูชาแต่พอหลังปี 2453...“ลัทธิบูชาบุคคล” ที่ได้รับอิทธิพลของฝรั่งเข้ามาทำให้มีเหรียญพระพิมพ์รูปเหมือนพระเกจิออกมา จน “พระถูกนับถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสมือนพระพุทธรูปนับแต่นั้น” ฉะนั้นอะไรที่เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อพระเกจิมักจะมีความศักดิ์สิทธิ์ด้วย แล้วทำให้มีเครื่องรางของขลังออกมาให้ผู้คนเก็บไว้บูชากันตามมาไม่ว่าจะเป็นจีวร ผ้าประเจียด เบี้ยแก้ ยันต์ ตะกรุด แม้แต่สิ่งที่พระเกจิกินเหลือ เช่น ชานหมาก ข้าวกินเหลือ ก็ถูกนำมา “ทำเป็นพระเครื่องเสมือนตัวแทนเก็บไว้ให้ระลึกถึง” แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่ใช่ได้มาโดยง่าย หนำซ้ำ “คนบางกลุ่มเลื่อมใสศรัทธาแรงกล้า” มักมีความคิดว่า “สิ่งของใดก็ตามที่เป็นของพระเกจิ” ถ้าสามารถนำมาอยู่ในร่างกายจะส่งผลให้มีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นกว่าเดิม และเคยมีกรณีสิบปีก่อน “ผู้เฒ่าคนหนึ่ง” เล่าให้ฟังสมัยหนุ่ม ได้ขอของดีจาก “หลวงพ่อเกจิชื่อดัง” ท่านบ้วนน้ำลายใส่ปากกลืนเข้าร่างกายไม่นานผู้เฒ่าเกิดอุบัติเหตุโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ ยิ่งเชื่อสนิทใจเป็นปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อสิ่งสำคัญ “การนำของขลังที่เชื่อเป็นสิ่งสิริมงคลเข้าสู่ร่างกาย” ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับ “การเจ็บไข้ได้ป่วย” เพราะบางคนรักษาในโรงพยาบาลหลายต่อหลายแห่งก็ไม่หาย ทำให้ต้องเลือกนำสิ่งของบางอย่างจากพระเกจิเข้าไปภายในร่างกาย “ด้วยการกินหรือฝังเข้าชั้นผิวหนัง” เพื่อช่วยให้บำบัดโรคภัยให้ชีวิตดีขึ้นอันเป็นตาม “ความเชื่อโบราณใช้สิ่งสิริมงคลรักษาโรค” เพราะอดีตไม่มีแพทย์เจริญเท่าทุกวันนี้ “คนเจ็บป่วยต้องหาพระเป็นที่พึ่ง” ตอนนี้การแพทย์เจริญแล้ว แต่บทบาทพระช่วยรักษาโรคก็ยังมีอยู่เช่นเดิมมีความเชื่ออีกว่า “พุทธานุภาพจะช่วยขจัดอันตรายทั้งหลายทั้งปวง” เดินทางแคล้วคลาด ปลอดภัย อธิษฐานปรารถนาโชคลาภสิ่งใดย่อมจะสำเร็จดังมโนรถทุกประการนั้น ประเด็นปัจจุบันนี้ “ความเชื่อศรัทธา” ถูกเปลี่ยนเป็นการเพิ่มมูลค่าต้นทุนทางธุรกิจมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะวัตถุมงคลเกี่ยวกับ “การให้โชคลาภของพระชื่อดัง” อันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์การันตีได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า “พกพาแล้วจะได้รับโชคลาภทันตาเห็น” ทำให้ต้องมีการโปรโมต โฆษณา สื่อสารถึงสรรพคุณทั้งหลายเหล่านั้นเช่นกรณี “หินมงคลให้โชคให้ลาภ” เมื่อก่อนไม่มีใครเชื่อศรัทธาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พอเห็น “คนจีนสวมใส่” กลายเป็นลัทธิเอาอย่างเกิดขึ้นมาเยอะมากมาย อีกกรณี “จตุคามรามเทพ” ครั้งหนึ่งเคยเกิดเป็นกระแสโปรโมตจน “ผู้คนเคารพศรัทธา” อย่างแพร่กระจายไปทั่วประเทศ แต่จู่ๆก็เงียบหายไปสิ่งนี้เรียกว่า “พุทธพาณิชย์หารายได้จากผู้ศรัทธา” การสร้างความหวังในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้สื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้า หรือกิจกรรมตำหนักร่างทรงที่อยู่แพร่หลายในปัจจุบัน และบอกเลยว่า “ศักดิ์สิทธิ์ไม่จริง” เพราะทำหวังผลตอบแทนจนไม่มีความน่าเชื่อศรัทธา มักได้รับความนิยมช่วงเวลาสั้นๆฝากทิ้งท้ายไว้ว่า “พระพุทธเจ้า” เคยทรงประทานโอวาทให้แก่ “พระอานนท์” เมื่อครั้งเคยถามถึง หากทรงปรินิพพานไปแล้วจะตั้งบุคคลใดเป็นศาสดาแทนพระองค์ “พระพุทธเจ้าตอบว่า พระธรรมวินัยที่เราแสดงออกไปนั้นจะเป็นศาสดา” นั้น หมายความถึงให้ทุกคนนับถือคำสอนพระพุทธเจ้าทั้งหลายไว้เป็นการสูงสุดที่ผ่านมา “พระเกจิหรือพระกรรมฐาน” ส่วนใหญ่สืบทอดหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์มาตลอด ให้ “ลูกศิษย์หมั่นทำความดี” เสมือนเตือนสติยึดมั่นในธรรมะ และหมั่นปฏิบัติทำตามคำสอนนั้น แต่เรากลับไม่ยอมฟังหันไป “ยึดติดกับตัวหลวงพ่อ” เช่นนี้แล้ว เรากำลังทำผิดในคำสอนกันอยู่หรือไม่ ย้อนดูสมัยก่อน “พระเถระผู้มีชื่อเสียง” ก็ไม่เคยบอกว่า “ตัวท่านคือพระอริยะ” แล้วก็ได้เชื่อกันว่า “เป็นบุคคลมีความศักดิ์สิทธิ์” เพราะผ่านการพิสูจน์ตามกาลเวลามานาน “ถูกถ่ายทอดเล่าประสบการณ์จากผู้ศรัทธาประสบความสำเร็จต่างยุคต่างสมัย” จนกลายเป็นพลังแห่งความเชื่อศรัทธาต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้แตกต่างจาก “พระดังยุคใหม่” เน้นโปรโมต โฆษณา สร้างความศรัทธาได้เร็วแต่ชื่อเสียงนั้นไม่ยั่งยืนย้ำว่า โควิดระบาดเศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ “คนไทยหันพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์” ก็ควรไตร่ตรอง ใช้หลักเหตุผลในการเชื่อศรัทธาอย่างพองามโดยไม่งมงาย เพื่อเกิดคุณประโยชน์มากกว่าโทษกันในภายหลัง.