ผมเขียนต้นฉบับวันนี้ช่วงค่ำๆวันพุธที่ 18 พฤษภาคม 2565 ยังไม่ทราบผลการแข่งขันฟุตบอลชายซีเกมส์รอบตัดเชือกระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ที่จะแข่งช่วงเย็นๆวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม ว่าจะออกมาอย่างไร?ขอเอาใจช่วยให้ฟุตบอลไทยชนะได้เข้าชิงเหรียญทอง และขอเอาใจช่วยต่อให้ได้เหรียญทองกลับมาฝากคนไทยในที่สุดนะครับนอกจากจะเขียนเชียร์ทีมฟุตบอลไทยแล้ว ผมยังตั้งใจจะเขียนขอบคุณผู้ที่อยู่เบื้องหลังคนหนึ่งที่ทำให้ทีมฟุตบอลของเราเดินทางมาถึงวันนี้ผู้จัดการทีม “มาดามแป้ง” หรือคุณ นวลพรรณ ล่ำซำ นั่นแหละครับ ที่ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม เดินทางไปอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจแก่ลูกทีมถึงเวียดนามอย่างใกล้ชิดนอกจากจะขอบคุณคุณนวลพรรณเรื่องฟุตบอลแล้ว ผมยังมีความประสงค์ที่จะเขียนถึงเธอในฐานะที่ผมกำลังฝันถึง “สูตรใหม่” สำหรับการพัฒนาประเทศ ที่ผมแอบฝันเองมาหลายปีแล้ว...ว่าวิธีนี้อาจจะเป็นทางออกของการแก้ปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” ได้ในระดับหนึ่งเพราะผมค่อนข้างเชื่อมานานแล้วว่า ไม่มีทฤษฎีการพัฒนาใดในระบบเศรษฐกิจเสรี ที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนได้ขนาดประเทศ “โคตระเสรีนิยม” เจ้าของทฤษฎีเศรษฐกิจเสรีนับร้อยๆทฤษฎีอย่างสหรัฐอเมริกาก็ยังแก้ไม่ได้เลยช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในสหรัฐฯนับวันจะห่างยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ จนแม้นักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯเองก็ยังมองไม่ออกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรเมื่อสัปดาห์ก่อนนี้เอง มีการเผยแพร่ตัวเลขในระดับโลกผ่านเว็บไซต์ เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ออกมาว่า การระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ เป็นผลทำให้ช่องว่างระหว่าง “คนรวย” ของโลก กับ “คนจน” ของโลก ถ่างกว้างออกไปอีกตัวเลขระบุชัดว่า คนรวย 10 เปอร์เซ็นต์แรกของโลก มีส่วนในการ ถือครองทรัพย์สินของโลกถึง 76 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่คนรายได้กลางๆ 40 เปอร์เซ็นต์ของโลก มีส่วนแชร์ทรัพย์สินแค่ 22 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่หนักหนาที่สุดก็คือคนจน 50 เปอร์เซ็นต์ข้างล่าง มีส่วนแชร์ เพียงแค่ 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองแสดงให้เห็นว่า...ยิ่งพัฒนา...คนรวยยิ่งรวยขึ้น ในขณะที่คนจนกลับจนลงเรื่อยๆ ครั้นเกิดโรคระบาดขึ้นก็กลายเป็นว่าคนรวยไม่สะเทือนเลย กลับรวยขึ้นไปอีก ในขณะที่คนจนกลับแย่ลงมากกว่าเดิมเป็นข้อเท็จจริงของโลกครับ ไม่ใช่เฉพาะของบ้านเราเท่านั้นเมื่อทฤษฎีหรือเครื่องมือใดๆก็แก้ปัญหาช่องว่างไม่ได้เช่นนี้...ทฤษฎีเดียวที่จะทำให้โลกอยู่กันอย่างอยู่เย็นเป็นสุขก็คือทฤษฎีโอบอ้อมอารี... คนรวยเมื่อรวยแล้วต้องแบ่งให้คนจนบ้าง...นั่นเองซึ่งทุกวันนี้อภิมหาเศรษฐีทั่วโลกก็ทำอยู่แล้ว มีการก่อตั้งกองทุน ก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือคนจนมากมายบ้านเราก็มีมากมายเช่นเดียวกัน แต่ยังมากไม่พอ ควรจะต้องลงมาช่วยเหลือคนจนมากกว่านี้อีก...มาช่วยด้วยใจ ลงมาทำด้วยใจเหมือนอย่างที่มาดามแป้งเธอทำอยู่ทุกวันนี้ ผ่านมูลนิธิ “มาดามแป้ง” และลงไป ช่วยกิจกรรมสังคมอีกหลายกิจกรรมด้วยตัวเองคงจะจำกันได้ว่ามาดามแป้งเคยแจ้งบัญชีทรัพย์สินแก่ ป.ป.ช.ในฐานะที่เธอเป็นภริยาของอดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ท่านหนึ่ง ซึ่งตามกฎหมายต้องแจ้งทรัพย์สินด้วยเธอแจ้งไว้ว่าเธอมีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 4,651 ล้านบาทด้วยตัวเลขเช่นนี้แม้จะถือว่ามาดามแป้งเป็นคนรวยมากคนหนึ่ง แต่ถ้าเราดูตัวเลขที่นิตยสารฟอร์บส์ออกมาบอกว่าคนรวยไทย 10 อันดับแรก รวยเท่านั้นเท่านี้ จะเห็นว่าเป็นตัวเงินที่มากกว่ามาดามแป้งหลายสิบเท่าผมถึงอยากเห็นคนรวยระดับเศรษฐีหลายพันล้านหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งน่าจะมีอีกมากลงมาช่วยสังคมไทยในด้านต่างๆให้มากกว่านี้...โดยเฉพาะการช่วยเหลือขจัดปัดเป่าความขาดแคลนต่างๆช่วยทางไหนก็ได้ครับ...กีฬา...การศึกษา...สาธารณสุข...การฝึกงาน...การอาชีพ...หรือแม้แต่รับอุปถัมภ์ค้ำชูไปโดยตรงขอขอบคุณคนรวยในอุดมคติ หรือในทฤษฎี “ฝันหวาน” ของผม...เพราะนึกไม่ออกจริงๆว่าโลกนี้จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร? นอกจากมีคนรวยใจกว้างเยอะๆแบบมาดามแป้งนี่แหละครับ.“ซูม”