สมัยเป็นเด็กๆ ก็สักหกเจ็ดสิบปีที่แล้ว ผมเคยสงสัย ไปวัดไหนๆ ไม่ว่าวัดในเมืองหรือวัดป่า ทำไม? ก่อนไปเจอพระในกุฏิ จึงเจอแต่ไก่... เพ่นพ่าน รุมหน้ารุมหลังเต็มลานวัดสมเด็จสังฆราช (สุก) วัดพลับ ฝั่งธนบุรี มีเรื่องเล่า ท่านมีเมตตาแก่กล้า เลี้ยงไก่ป่าเชื่อง จนคนเรียกท่านว่า สังฆราชไก่เถื่อน...เอ๊ะ! ไก่วัดวัดนี้ ไม่ยักกะใช่ไก่บ้าน ไก่ที่เชื่อกันว่า มีคนจากบ้านตัดหางเอาไปปล่อยหรือว่าสมัยนั้น ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นอกกำแพงเมืองออกมาจะรกเรื้อจนเป็นป่า ไก่แถวนั้นจึงเป็นไก่ป่าเก็บความสงสัยเอาไว้นาน...จนมาอ่าน “สุดสนามสำนวนไทย” (สำนักพิมพ์พื้นภูมิเพชร ตุลาฯ 2564) อาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว ท่านเขียนถึงสำนวนตัดหางปล่อยวัดเอาไว้ เคยรู้อยู่บ้างแล้ว อ่านอีกก็ได้ความรู้เพิ่มอีกอาจารย์ล้อมเขียนว่า ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) กล่าวถึงกฎมณเฑียรบาลครั้งกรุงศรีอยุธยา“อนึ่ง วิวาท ตบตี ฟันแทงกัน ให้โลหิตตกในพระราชวัง ก็ดี และหญิงสาวใช้ทาสไทยผู้ใดคลอดลูกแท้งลูกในพระราชวัง ก็ดี ท่านให้มันพลีวังท่านให้ตั้งโรงพิธี 4 ประตู ไก่ประตูละคู่ นิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระพุทธมนต์สามวัน ให้หาชีพ่อพราหมณ์ซึ่งพลีกรรม มากระทำบวงสรวงตามธรรมเนียม ครั้นเสร็จพิธีแล้ว จึงให้เอาไก่ไปปล่อยเสียนอกเมืองให้พาเสนียดจัญไรไภยอุบาทว์ ไปให้พ้นพระนครท่าน”อ่านจากกฎมณเฑียรบาลนี้ จึงชี้ให้เห็น การปล่อยไก่แต่เดิม เป็นเพียงการปล่อยออกนอกพระนคร เพื่อให้พาเสนียดจัญไรออกไปด้วย ไม่ได้ตั้งใจปล่อยไก่ไปเข้าวัดเลยแต่ไก่ ที่เกิดจากพิธีพลีวัง 4 ประตู ประตูละคู่ ครั้งละ 8 ตัว ถูกปล่อยนอกประตูพระนครแล้ว จะไปอยู่เสียที่ไหน อย่างไร...ไม่มีการพูดถึงเอาไว้แต่เนื่องจากพิธีพลีวัง ที่ต้องใช้ไก่เป็นตัวนำเสนียดจัญไร...เรียกกันอีกอย่าง “เสียเคราะห์” มีคำกลอนคล้องจองต่อว่า “ทำเคล็ดเด็ดหาง” ก็แสดงว่า มีการทำเครื่องหมายไก่ตัวนำเสนียดจัญไร ด้วยการเด็ดหางต่อๆมา ไก่ที่ไม่รู้ว่าถูกปล่อยไปอยู่ที่ไหน นอกพระนคร...ผ่านไปทางบ้าน ก็คงถูกคนจับเชือดกิน วัดที่ถือเป็นเขตอภัยทานกันมาแต่ไหนแต่ไร จึงเป็นที่อยู่ถาวรของไก่เรื่อยมา สำนวนตัดหางปล่อยวัด จึงเริ่มกับไก่มาตั้งแต่นั้นแต่ก็นั่นแหละ ความที่วัดเป็นเขตอภัยทาน อาจารย์ล้อมคุยให้ฟังว่า“ส่วนที่ผมเห็นตอนเด็กๆ (ผมเดา เป็นควนขนุนเมืองนครศรี ธรรมราช) ชาวบ้านนำไก่ผิดปกติ คือทำตัวผิดเพศ เช่น ไก่ตัวเมีย ทำตัวเป็นไก่ตัวผู้ หรือไก่ตัวผู้ ทำตัวเป็นไก่ตัวเมีย เอามาตัดหางนำไปปล่อยวัด”ใครที่ไม่แน่ใจ ไก่มีกะเทยหรือคนหรือไม่ เป็นอันแน่ได้ว่า ไก่ลักเพศ มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้วเป็นอันว่า ไก่ที่ต้องถูกตัดหาง ไม่ใช่มีแค่ไก่ ที่ถูกคนใช้เป็นตัวนำเสนียดจัญไรออกนอกเมือง ไก่กะเทย ชาวบ้านก็ตัดหางปล่อยวัดเหมือนกันยังมีอีกสำนวนสั้นๆแค่ “ปล่อยวัด” สัตว์ที่ชาวบ้านเลี้ยงแล้วเบื่อเช่น หมาแมว หรือสัตว์ที่เลี้ยงไว้มากเกินไป หรือกระทั่งสัตว์ที่ผิดปกติ เช่น หมูที่มีห้าเล็บ ชาวบ้านก็มักนำไปปล่อยวัด ทิ้งเป็นภาระให้พระท่านเลี้ยงสัตว์พวกนี้ แม้มีหาง แต่ไม่มีธรรมเนียมตัดหาง อาจจะเป็นว่า ตัดแล้วดูจะเป็นการทารุณกรรมเกินไปเรื่องตัดหางปล่อยวัด ที่เอามาเขียนให้ความรู้วันนี้ ผมไม่มีเจตนา จะเอาไปยุ่งกับเรื่องการเมืองการเมืองเป็นเรื่องของนักการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้ง มีสิทธิ์มีศักดิ์ตามกฎหมาย...ถ้านักการเมืองรวมหัวกันหลายๆเสียง ยกมือไล่นายกฯ นายกฯก็หลุดเก้าอี้ได้ แม้ใครคิดอยากจะตัด เหมือนตัดหางไก่ ก็ตัดไม่ได้เรื่องนายกฯสำรอง นายกฯขัดตาทัพ ที่ยุ่งนุงนังกันวันนี้ โบราณท่านจึงใช้สำนวน ตัดไม่ตายขายไม่ขาด.กิเลน ประลองเชิง