ก็เป็นข่าวดีต่อเนื่องจากข่าวการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว นายอเล็กซานเดอร์ นนท์ แลงเฟลด์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารความสัมพันธ์ธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาติ เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกที่ผ่านมาสินเชื่อภาคธุรกิจเติบโตได้ดี คาดว่าจะเห็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยเฉพาะลูกค้ารายใหญ่มีความ ต้องการใช้เงินเพิ่ม จึงขอวงเงินสินเชื่อมากขึ้น ทั้งสินเชื่อหมุนเวียนและสินเชื่อเพื่อการลงทุน อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการส่งออกและการผลิต มีการขอวงเงินสินเชื่อมากที่สุดกว่า 10,000 ล้านบาท รายกลางก็มีการวางแผนการลงทุนมากขึ้น เริ่มมาคุยหาสินเชื่อ คาดว่าสินเชื่อรวมของธุรกิจรายใหญ่ปีนี้น่าจะโตได้ระดับ 5% มากกว่าปีก่อนแน่นอนเป็น การเคลื่อนไหวเชิงบวก ในแวดวงธนาคารและธุรกิจขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้คุณนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี คาดว่า สินเชื่อทั้งระบบของธนาคารพาณิชย์ปีนี้ น่าจะเติบโตได้ในระดับ 5.8% แม้จะตํ่ากว่าปีก่อนที่เติบโต 6.2% แต่ถือว่ามีทิศทางที่ดีขึ้น เฉพาะในไตรมาส 2 (เมษายน–มิถุนายน) คาดว่าสินเชื่อธุรกิจจะเติบโตได้ 5.3% โดยเฉพาะการเติบโตจากธุรกิจรายใหญ่ แต่รายย่อยยังทรงตัวที่ 4%สัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารพาณิชย์เพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 (มกราคม-มีนาคม) พบว่า ธนาคารพาณิชย์ 10 แห่งที่ประกาศงบ เช่น กรุงเทพ กสิกร ไทยพาณิชย์ กรุงไทย กรุงศรีอยุธยา ทหารไทยธนชาติ ฯลฯ มีกำไรสุทธิรวมกัน 53,156 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 20.28% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2564 บล.ทิสโก้ คาดว่า กำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1 จะโตเป็น 2 หลัก แตะที่ระดับ 3 แสนล้านบาทข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ธนาคารพาณิชย์ทั้ง 10 แห่ง มีการตั้ง “สำรองหนี้เสีย” ลดลงมาที่ 43,660 ล้านบาท ลดลง 11.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ธนาคารที่ตั้งสำรองลดมากที่สุดเทียบกับไตรมาส 4 ปีก่อน เช่น ธนาคารทิสโก้ ลดลง 79% ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ลดลง 67% ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ลดลง 39% ธนาคารกรุงไทย ลดลง 33.56% ตัวเลขนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี ธนาคารสามารถบริหารหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ค่อนข้างดีเมื่อย้อนกลับไปดูผลประกอบการของ บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปี 2564 ที่ คุณแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ แถลงในเดือนมีนาคม บจ.มียอดขายรวมกว่า 13.13 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.1% จากปี 2563 (น้อยกว่าจีดีพีของประเทศเพียง 3 ล้านล้านบาท) และ มีกำไรสุทธิ 985,699 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 79.9% จากปี 2563 รายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นมาจาก 3 ปัจจัยหลักคือ การปรับตัวของราคานํ้ามันส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น การปรับรูปแบบธุรกิจไปสู่วิถีแบบใหม่รับมือกับโควิด–19 และการผ่อนคลายมาตรการโควิด ยอดขายและกำไรของ บจ. ในปี 2564 คุณแมนพงศ์ บอกว่า ถือว่าเป็นการฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติแล้วส่วน กำไรของบริษัทจดทะเบียนในปี 2565 โบรกเกอร์ส่วนใหญ่คาดกันว่า จะมีกำไรสุทธิมากกว่า 1 ล้านล้านบาท บนฐานจีดีพีที่เติบโต 3.5% ถ้าจีดีพีเติบโตมากกว่านี้กำไรก็มีมากกว่านี้ โดย ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรต่อหุ้นเป็น 88.90 บาทต่อหุ้น จากเดิม 81.80บาทต่อหุ้น ถ้าบวกการเปิดประเทศเข้าไปด้วยกำไร บจ. ด้านการท่องเที่ยวคงโตมากกว่านี้แน่นอนทั้งหมดนี้คือ ฉากทัศน์ด้านตลาดเงินตลาดทุนไทย ที่สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจ ถ้ามีการเลือกตั้ง มีการเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาล ฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยอาจจะสดใสกว่านี้ก็ได้.“ลม เปลี่ยนทิศ”