เมื่อบ่ายๆวันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประเทศไทยของเราได้สูญเสียปูชนียบุคคลทางการเมืองที่มีผลงานอันทรงคุณค่ายิ่งแก่ประเทศชาติไปอีกท่านหนึ่งท่าน พิชัย รัตตกุล อดีตประธานรัฐสภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ ฯลฯ ที่ผู้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองคงจะรู้จักเป็นอย่างดีแล้วท่านถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคมะเร็งในปอด ณ โรงพยาบาลศิริราช สิริอายุ 96 ปีในฐานะสื่อมวลชนที่เคยสัมภาษณ์ท่านมาหลายครั้ง และเคยไปฟังท่านพูดจาปราศรัยขณะหาเสียง ในช่วงการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่างๆ หลายสิบครั้ง ผมรู้สึกประทับใจชื่นชมและยกย่องท่านมาโดยตลอดในฐานะนักการเมืองนํ้าดีคนหนึ่งเท่าที่ประเทศไทยของเราเคยมีมาแม้ท่านจะเป็นทายาทของนักธุรกิจ และต่อมาก็ดำเนินการธุรกิจสืบต่อจากบรรพบุรุษของท่าน สลับกับการวางมือจากธุรกิจมารับใช้ชาติในฐานะนักการเมือง และเมื่อการเมืองไทยเจออุบัติเหตุต้องแปรสภาพไปเป็นการเมืองในระบอบอื่นๆ ที่มิใช่ประชาธิปไตยเสียชั่วขณะ ท่านก็กลับมารับผิดชอบธุรกิจของท่านเช่นเดิมสลับกันไปสลับกันมาอยู่อย่างนี้หลายครั้งหลายครา ตามประวัติศาสตร์อันลุ่มๆดอนๆของระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยเราแต่ผมก็ไม่เคยได้ยินได้ฟังเลยว่า ท่านรองนายกฯพิชัย รัตตกุล (ที่ผมเรียกท่านอย่างคุ้นเคยและติดปากมากกว่าตำแหน่งอื่น) จะได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าท่านนำตำแหน่งทางการเมืองของท่านไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจที่ท่านเป็นเจ้าของอยู่แต่อย่างใดทั้งสิ้นในด้านการอภิปรายในสภาในขณะที่ท่านเป็นฝ่ายค้านก็ดี หรือในการปราศรัยหาเสียงต่างๆก็ดี...ท่านจะใช้ถ้อยคำที่สุภาพแต่หนักแน่นในเนื้อหาเต็มไปด้วยลีลาและบางครั้งก็มีอุปมาอุปไมยที่น่าฟังเข้ามาเสริม ในฐานะที่ท่านเป็นนักสอนการฝึกพูดและเป็นนายกหรือประธานสมาคมฝึกพูดแห่งใดแห่งหนึ่งที่ผมเผอิญลืมชื่อสมาคมไปเสียแล้วแต่ว่าเมื่อครั้งที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ได้วิชาฝึกพูดดังกล่าวนี้ในการเจรจาความเมืองต่างๆจนประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่งโดยเฉพาะเมื่อได้รับมอบหมายให้ไปเจรจาแบบลับๆกับท่านประธานประเทศลาว ท้าวไกรสอน พรมวิหาร นั้น นอกจากจะใช้วิชาฝึกพูดแล้วท่านเคยเล่าว่ายังต้องกัดฟันดื่มไวน์กับท่านไกรสอนไปด้วยเกือบครึ่งแก้ว หลังการลงนามเซ็นสัญญาที่จะไม่รุกรานกันแล้วท่านเล่าว่า ท่านไม่เคยดื่มเหล้า ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อนในชีวิต แต่ที่ตัดสินใจดื่มไวน์แก้วนั้นก็เพราะท่านไกรสอนท่านชื่นชอบและเห็นว่าเพื่อฉลองความสำเร็จในการทำงานเพื่อชาติจึงดื่มจนหมดเกลี้ยงผลก็คือท่านต้องให้คุณ อานันท์ ปันยารชุน ซึ่งเป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศ หิ้วปีกกลับที่พักโรงแรมล้านนาในคืนนั้นเพราะเมาแทบไม่ได้สติกับไวน์เพื่อชาติครึ่งแก้วดังกล่าวท่านรองพิชัยเล่าเรื่องนี้หลายครั้ง และในระยะหลังๆจะเล่าถึงคุณหญิงจรวย ศรีภรรยาของท่านที่จากท่านไปนานแล้ว ว่าท่านยังเก็บศพคุณหญิงอยู่ที่วัดธาตุทองและจะไว้เผาในวันเดียวกันพร้อมๆกันท่านย้ำว่าเราอยู่กันมา 69 ปี อย่างมีความสุข และมีความรักที่ค่อยๆเปลี่ยนมาเป็นมิตรแท้ มีสุขมีทุกข์จะแบ่งปันกันเสมอ“ผมจะไปคุยกับภรรยาผมทุกวันเสาร์ที่วัดธาตุทอง...เธอจะอยู่ในหีบ ผมก็จะไปนั่งคุยข้างๆอยู่คนเดียว...ทุกวันเสาร์ไม่เคยขาด”อดีตรองนายกฯเล่าด้วยว่า ท่านเองก็เตรียมจัดงานศพของตัวท่านไว้แล้ว เพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีใครหนีพ้นจึงต้องเตรียมการล่วงหน้าท่านเตรียมหนังสืองานศพของท่านไว้ด้วย พร้อมกับบอกว่าในงานศพของท่านขอให้เปิดเพลง “ความฝันอันสูงสุด” ที่ท่านชื่นชอบที่สุดและอยากฟังก่อนร่างของท่านจะเป็นธุลีบัดนี้ท่านจากพวกเราชาวไทยและแผ่นดินไทยไปตามกติกาของชีวิตที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ และท่านก็ได้เตรียมตัวรอคอยอยู่แล้วขอขอบพระคุณในทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทำไว้เพื่อประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา และขอดวงวิญญาณของท่านจงเดินทางไปสู่สรวงสวรรค์เบื้องบนพร้อมกับคุณหญิงของท่านดังที่ท่านแสดงความจำนงไว้ และสถิตอยู่เคียงคู่กันตราบกาลนิรันดร์.“ซูม”