วันนี้เป็น “วันมาฆบูชา” วันสำคัญของพระพุทธศาสนา ศาสนาประจำชาติไทย อีกวันหนึ่ง เป็นวันที่ พระภิกษุ 1,250 องค์ ซึ่งสำเร็จเป็นพระอรหันต์ทรงอภิญญา 6 มาร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน โดยมิได้นัดหมายกัน ใน วันเพ็ญเดือน 3 และพระอรหันต์ 1,250 องค์นี้ พระพุทธเจ้า ทรงประทาน “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” บวชให้ด้วยพระองค์เองพระอรหันต์ทรงอภิญญา 6 คือ พระสงฆ์ผู้มีปัญญาความรู้สูงกว่าปกติ เป็นความรู้พิเศษที่เกิดขึ้นจากการบำเพ็ญกรรมฐาน มี 6 อย่าง คือ 1.อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ เช่น ล่องหนได้ เหาะได้ ดำดินได้ 2.ทิพยโสต มีหูทิพย์ ได้ยินเสียงทั้งที่ไกลและใกล้ 3.เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ 4.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้ 5.ทิพยจักษุ มีตาทิพย์ 6.อาสวักขยญาณ รู้การทำให้อาสวะให้สิ้นไป (อาสวะ คือ กิเลสที่หมักหมมอยู่ในจิตใจ มี 4 อย่าง กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา)หัวใจของพระพุทธศาสนา ที่ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงมี 3 คาถา ดังนี้ 1.ทรงกล่าวถึง นิพพาน อันเป็นจุดหมายสูงสุดของบรรพชิตและพุทธบริษัท 2.ทรงกล่าวถึงวิธีการที่เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อเข้าถึงจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา โดยย่อก็คือ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญแต่ความดี การทำจิตใจของตนให้ผ่องใสเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง ซึ่งคำสอนข้อนี้พุทธศาสนิกชนมักจะท่องจำนำไปปฏิบัติได้ 3.ทรงกล่าวถึง หลักการปฏิบัติของพระสงฆ์ผู้ทำหน้าที่เผยแพร่พระพุทธศาสนา 6 ประการ คือ การไม่กล่าวร้ายใคร การไม่ทำร้ายใคร การมีความสำรวมในปาติโมกข์ทั้งหลาย การเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร การรู้จักที่นั่งนอนอันสงัด และ การบำเพ็ญเพียรในอธิจิตโอวาทปาติโมกข์ จึงถือเป็นคำสอนในขั้นสูงสุดแต่ พระพุทธเจ้า ก็ทรงสอน หลักธรรมกว้างๆ เพื่อให้คนธรรมดาทั่วไปสามารถนำไปปฏิบัติได้ เช่น ศีล สมาธิ ปัญญา ผู้มี ศีล จะต้องระวังกายวาจาใจ ไม่ให้ไปก่อความเดือดร้อนหรือเบียดเบียนผู้อื่น สมาธิ คือ ทำใจให้แน่วแน่ และ ปัญญา เป็นแสงสว่างที่ส่องนำทาง ผู้มีความสุขมาก ก็คือผู้มีปัญญามาก แต่ต้องเป็น “สัมมาปัญญา” คือ ปัญญาในทางดีงาม ไม่ใช่ปัญญาในทางชั่วร้ายในการ บำเพ็ญความดี ละเว้นความชั่วทั้งปวง สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ต้องมีสัมมาทิฏฐิ หรือ ความเห็นชอบ ซึ่งเป็นองค์สำคัญที่สุดของ มรรค 8 ที่จะนำไปสู่ ความพ้นทุกข์ ถ้าปราศจาก สัมมาทิฏฐิ แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดไปถึงความพ้นทุกข์ได้ จะติดอยู่ในความทุกข์ตลอดไปไม่สิ้นสุด เพราะ ทิฏฐิ นั้นเป็น มิจฉา ซึ่งก็คือ “มิจฉาทิฏฐิ” หรือ “ความเห็นผิด” นั่นเอง ความเห็นผิด ย่อมชักนำให้เกิดความศรัทธาไปในทางที่ผิด มิจฉาทิฏฐิมีอยู่ในจิตใจของใคร ย่อมนำมาซึ่งความเห็นผิดตามมามากมาย เพราะความเห็นของคนมีอยู่ตลอดเวลา พบอะไรเห็นอะไรก็จะมีความเห็นทันทีเมื่อเกิดมีมิจฉาทิฏฐิขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นความถูกต้องก็จะสิ้นสุดลงทันที แม้ว่าจะยังมีความถูกต้องอยู่ ก็เป็นความถูกต้องโดยบังเอิญเท่านั้น ผู้มีปัญญาจะไม่พึงพอใจในความบังเอิญ เพราะความบังเอิญไม่ใช่เหตุผล ผู้มีปัญญาคือผู้มีเหตุผลจึงพอใจในเหตุผลนั้นการทำความดีแต่ละครั้ง ไม่เพียงแต่ผู้ที่ทำดีจะได้รับผลดีด้วยตนเองเท่านั้น แต่ผลดีที่เกิดขึ้นยังเกิดกับผู้อื่นด้วย ผลของความดีมีอานุภาพที่กว้างขวาง สามารถแผ่ความสุขความรุ่งเรืองไปถึงผู้อื่นได้อีกมาก พระพุทธองค์จึงสอนให้ทุกคนตระหนักในความจริงข้อนี้ แต่ผู้ที่จะได้รับผลดีก็ต้องทำความดีเหมือนกัน จึงจะได้รับผลแห่งความดีนั้นแก่ตนได้ อย่างน้อยก็ต้องชื่นชมยินดีในการทำความดีของผู้อื่น จึงจะเกิดความสุขอย่างแท้จริงการคิดให้มีความสุข จึงต้องคิดตามคำสอนใน หัวใจของพระพุทธศาสนา ว่าด้วย “การบำเพ็ญแต่ความดี การไม่ทำความชั่วทั้งปวง” ซึ่งนำไปใช้ได้ในทุกเรื่อง ทั้งในการใช้ชีวิตประจำวันและการบริหารธุรกิจ ถ้า ผู้นำประเทศ นำแนวคิดนี้ไปใช้เป็น หลักการในการบริหารประเทศ ก็จะประสบผลสำเร็จ ทำให้ประชาชนมีความสุข ประเทศชาติมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า จะมีแต่ คนคิดดี ทำดี ไม่คิดทำเรื่องชั่วๆทั้งปวง.“ลม เปลี่ยนทิศ”