การแก้ปัญหามลพิษฝุ่นพีเอ็ม 2.5 รณรงค์ให้ชาวนาหยุดเผาตอซัง แม้ โครงการเลิกเผานาแล้วหันมาไถกลบตอซัง ร่วมกันเป็นตำบลต้นแบบปลอดการเผา อันเป็นความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำนักคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ ศปป.4 กอ.รมน. จะพบทางออกของปัญหาเรื้อรังที่ทำให้การรณรงค์ไม่ได้ผลด้วยการนำผานไถหัวหมูสำหรับติดตั้งกับรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก (ขนาด 30-50 แรงม้า) ที่ออกแบบโดย ผศ.ดร.อัดชา เหมันต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มาใช้ในการไถกลบตอซังได้ผลดีกว่าการใช้ผานไถจาน และผานไถโรตารี เนื่องจากผานไถทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว ไม่เหมาะการไถพลิกหน้าดินในพื้นที่มีตอซัง ไม่เหมือนกับผานไถหัวหมูที่สามารถทำงานในพื้นที่มีตอซัง แต่เนื่องจากบ้านเราไม่มีผู้ประกอบการรายใดผลิตผานไถหัวหมูสำหรับติดตั้งกับแทรกเตอร์ขนาดเล็ก เลยต้องมีการคิดออกแบบทำขึ้นมาใหม่เป็นการเฉพาะ ถึงกระนั้นผานไถหัวหมูไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะเข้ามาแก้ปัญหาการเผาตอซังได้ทั้งหมด“การจะให้ชาวนาหยุดเผาตอซัง นอกจากจะต้องมีผานไถที่ไถกลบตอซังได้ดีแล้ว จากการทำงานคลุกคลีกับชาวนาในหลายพื้นที่ เราพบว่า กระบวนการทำให้ตอซังย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย เป็นอินทรียวัตถุได้เร็ว เป็นอีกปัจจัยที่ชาวนาต้องการมาก เพราะเราต้องไม่ลืมว่า ท้องนาที่ผ่านการเผาตอซังติดต่อมาเนิ่นนานหลายปี ไฟเผานาไม่เพียงจะทำลายโครงสร้างดิน ทำให้แห้งแข็งแล้ว จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในการย่อยสลายอินทรียวัตถุเพื่อให้ต้นข้าวนำไปใช้ประโยชน์ได้ ถูกเผาทำลายไปด้วยนอกจากนั้นในบางพื้นที่ที่มีการเผาตอซังกันมานาน จะพบปัญหาวัชพืชแทรกซ้อนตามมาอีก เพราะยิ่งเผาตอซัง หญ้าและวัชพืชจะกลายพันธุ์มีความแข็งแรงมากขึ้น เห็นได้จากรากของวัชพืชจะชอนไชลึกไปในแนวดิ่งเพื่อหนีความร้อนมากขึ้น วัชพืชเลยมีความทนทาน พอถึงเวลางอกขึ้นมาจะแย่งพื้นที่เต็มนาข้าวไปหมด ฉะนั้น การไถกลบและทำให้ตอซัง ฟางข้าว วัชพืช ให้ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้เร็ว ช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย จะเป็นแรงจูงใจให้ชาวนาเลิกเผาตอซังได้มากทีเดียว” พ.ท.โสมนัส ลพล้ำเลิศ นักวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อม ศปป.4 กอ.รมน. หนึ่งในทีมงาน โครงการ เลิกเผานาแล้วหันมาไถกลบตอซังฯ ที่ออกปฏิบัติการเชิญชวนชาวบ้านเลิกเผาตอซังในพื้นที่ 10 ตำบล 9 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง บอกถึงอีกปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยให้การรณรงค์หยุดเผาตอซังประสบความสำเร็จ แต่การจะนำจุลินทรีย์มาใช้ให้ได้แบบโดนใจชาวนา...ต้องเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสม“แรกเริ่มทำโครงการ เรานำน้ำหมักพิทักษ์โลก สูตรของ กอ.รมน. มาใช้ผสมร่วมกับสารชีวภัณฑ์สูตรของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ที่มีคุณสมบัติช่วยย่อยสลายตอซัง ฟางข้าวให้กลายเป็นปุ๋ยได้รวดเร็วภายใน 14-21 วัน และยังมีประสิทธิภาพในการดึงไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียมมาให้พืชใช้ประโยชน์มากขึ้น มาผสมกับน้ำ ฉีดพ่นลงไปในนาที่มีตอซัง ฟางข้าว พื้นที่ 1 ไร่ ฉีดน้ำหมักผสมน้ำ 100 ลิตร แล้วไถกลบ เราทดลองร่วมกับชาวนา ทั้งแบบใช้โดรนฉีดพ่น ให้คนแบกน้ำหมักสะพายหลังไปฉีดพ่น รวมทั้งใช้สายยางฉีดพ่นลงไปในนาข้าว ปรากฏว่า ชาวนายังเห็นว่าเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสม มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานฉีดพ่นน้ำหมักอยู่ดี” พ.ท.โสมนัส บอกว่า หลังจากทดลองอยู่หลายวิธี ในที่สุดพบหนทางที่โดนใจชาวนามากที่สุด...นั่นคือ ทำเป็นปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมน้ำหมักจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง ฟางข้าวด้วยการนำน้ำหมักทั้งสูตร กอ.รมน. และคณะวิทยาศาสตร์ มธ. มาผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1 : 100 มาราดผสมไปบนมูลสัตว์แห้งจนมีความชื้นประมาณ 60% จากนั้นจะนำไปหว่านในนาได้เลย หรือจะผึ่งลมให้แห้งแล้วนำอัดเป็นเม็ดก่อนนำไปใช้งานก็ได้นา 1 ไร่ จะหว่านปุ๋ยคอกผสมจุลินทรีย์ 100 กก. จากนั้นใช้ผานไถหัวหมูไถกลบตอซังกระบวนการย่อยสลายตอซังจะเกิดขึ้นใน ระยะเวลา 14-21 วัน จะใช้เวลาช้าเร็วแค่ไหน ขึ้นอยู่กับปริมาณความชื้นของพื้นที่นา ผลพลอยได้ที่มาจากปุ๋ยคอกผสมจุลินทรีย์ 100 กก. จะไปทำให้ตอซังและฟางข้าวกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ 700 กก. โดยอัตโนมัตินอกจากจะช่วยให้ชาวนาไม่ต้องใช้ปุ๋ยยูเรียในการปลูกอีกเลย และยังช่วยลดฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่เกิดจากการเผาตอซังและฟางข้าวไร่ละ 600 กก. ชาติชาย ศิริพัฒน์