กลายเป็นประเด็นร้อนอีกแล้ว เมื่อ คุณพ่อลูก 6 อย่าง “อีลอน มัสก์” ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่าโลกกำลังเผชิญกับ “วิกฤติเด็กเกิดน้อย” ประชากรโลกร่อยหรอลงอย่างน่าตกใจ เพราะคนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่อยากมีลูก เนื่องจากกลัวลูกจะรับกรรมต้องเผชิญกับปัญหาสารพัด ทั้งภาวะโลกร้อน, เศรษฐกิจถดถอย และความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม...ทางออกเดียวคือรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่ช่วยกัน “ปั๊มลูกกู้วิกฤติ” เพื่อเห็นแก่อนาคตของชาวโลกก่อนหน้านี้มหาเศรษฐีนักลงทุน ผู้ก่อตั้งเทสลา และสเปซ X ก็เคยออกมาเรียกร้องให้ชาวโลกมีลูกเพิ่มกันเยอะๆ เพราะจำนวนประชากรโลกในขณะนี้มีไม่เพียงพอ เขายังย้ำด้วยว่าอัตราการเกิดที่ลดต่ำลงในหลายประเทศถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญต่ออารยธรรมมนุษย์ คนฉลาดส่วนใหญ่มักคิดว่าประชากรล้นโลกแล้ว ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดถนัด ถ้าไม่อยากให้อารยธรรมมนุษย์ล่มสลาย ก็ต้องชวนกันมีลูกให้มากๆ เขาเองถือเป็นแบบอย่างในฐานะคุณพ่อลูกดกก็ไม่รู้ว่าระหว่าง “วิกฤติเด็กเกิดน้อย” กับ “ประชากรสูงวัยกำลังล้นโลก” ปัญหาไหนจะเป็นชนวนก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่ในอนาคต จากรายงานของสหประชาชาติระบุว่าจำนวนคนที่ก้าวเข้าสู่ภาวะผู้สูงวัยจะพุ่งขึ้นจาก 700 ล้านคน ในปี 2006 ไปแตะที่ 2,100 ล้านคน ภายในปี 2050 จากจำนวนประชากรโลกทั้งหมดที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 9,000-10,000 ล้านคน โดยเอเชียและแอฟริกาเป็นภูมิภาคใหญ่สุดที่จะเผชิญหน้ากับวิกฤติประชากรสูงวัยคอนเฟิร์มว่าเด็กเกิดน้อยเข้าขั้นวิกฤติแล้วจริงๆ เมื่อสำนักสำมะโนประชากรของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ในขณะที่อัตราการเกิดใหม่ของเด็กในอเมริกาลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องมาหลายปี แต่ผลพวงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยิ่งซ้ำเติมให้จำนวนการเกิดใหม่ของทารกลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่มีการก่อตั้งประเทศ จากการเก็บสถิติระหว่างเดือนกรกฎาคม 2020 ถึงกรกฎาคม 2021 มีเด็กเกิดใหม่ในอเมริกาเพียง 0.1% คิดเป็น 392,665 คน ส่งผลให้อเมริกามีประชากรคงเหลือในปัจจุบัน 331.8 ล้านคนแม้แต่ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดของโลกอย่างจีน ก็ประสบปัญหาเด็กเกิดน้อยเช่นกัน โดยทางการจีนระบุว่า มีทารกเกิดใหม่เพียง 10.62 ล้านคน ในปี 2021 ลดลงจาก 12 ล้านคน ในปี 2020 ซึ่งถือเป็นอัตราการเกิดใหม่ที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 1950 สะท้อนถึงความล้มเหลวของรัฐบาลจีนที่พยายามส่งเสริมการมีลูก โดยออกนโยบายใหม่ให้มีลูกได้ครอบครัวละ 3 คน จากเดิมที่คุมเข้มจำนวนประชากร ด้วยนโยบายลูกคนเดียวมาตั้งแต่ปี 1980-2015 นอกจากนี้ ทางการจีนยังมีนโยบายขยายเวลาเกษียณอายุออกไป เพื่อลดปัญหาขาดแคลนคนในตลาดแรงงาน โดยคาดว่าประชากรจีนถึง 1 ใน 3 จะเข้าสู่วัยเกษียณอายุในอีก 3 ทศวรรษข้างหน้าไม่ต้องพูดถึงญี่ปุ่น ที่ถูกจับจ้องว่าเป็นประเทศต้นตอของปัญหาประชากรสูงวัยล้นโลก “เดอะ อาซาฮี ชิมบุน” รายงานว่า อัตราการเกิดใหม่ของทารกในญี่ปุ่นลดลง 4.3% จากปี 2020 เหลือ 805,000 คน ในปี 2021 สะท้อนว่าอัตราเด็กเกิดใหม่ในแดนอาทิตย์อุทัยหดตัวลงอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่สำนักสำมะโนประชากรของญี่ปุ่นเคยคาดการณ์ไว้ว่า จะถึงเป้าหมายนี้ในปี 2028รัฐบาลทั่วโลกเริ่มตื่นตัวกันแล้ว ออกมาสนับสนุนและส่งเสริมการมีลูกด้วยความสมัครใจ หลังพบว่าปี 2020 อัตราการเกิดของเด็กทั่วโลกลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และมีแนวโน้มจะลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง อันเป็นผลมาจากค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คนรุ่นใหม่นิยมอยู่เป็นโสด ทั้งโสดแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ หรือไม่ก็แต่งงานช้า คู่รักจำนวนมากไม่คิดจะมีลูก เพราะกังวลว่าจะกระทบความมั่นคงก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และวิตกเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร ขณะที่หลายคู่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจ แต่กลับมีลูกยากติดปัญหาด้านสุขภาพ...อนาคตปวดหัวแน่ๆ เพราะหนักไม่แพ้วิกฤติโควิด ก็เห็นจะเป็นวิกฤติเด็กเกิดน้อยคนแก่ล้นโลก!!มิสแซฟไฟร์