ล็อกเป้ากันไปเรียบร้อยกับ 4 ประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านจะยื่นญัตติ เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152คือ 1.วิกฤติเศรษฐกิจปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชน สินค้าแพง 2.วิกฤติโรคระบาดทั้งในคนคือโควิด และโรคระบาดในสัตว์ คือโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู (ASF) 3.วิกฤติการเมือง และการปฏิรูปการเมือง การกระจายอำนาจ และความไม่เป็นธรรม 4.ประเด็นอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการดำรงชีวิตพี่น้องประชาชน อาทิ ปัญหาเหมืองทองอัครา, ปัญหาประมง ผมว่า 2 ประเด็นหลัง คือ วิกฤติการเมืองกับวิกฤติปัญหาการบริหารงานของรัฐบาล เป็นแค่น้ำจิ้มประกอบให้รสชาติการอภิปรายเข้มข้นขึ้นแต่ 2 ประเด็นแรก คือ วิกฤติเศรษฐกิจ ปากท้องพี่น้องประชาชน กับวิกฤติปัญหาโรคระบาดทั้งในคนและสัตว์เป็นเป้าหมายหลักที่พรรคฝ่ายค้าน กะเอาตายรัฐบาลเองก็รู้ดีว่า ปมวิกฤติปากท้องของพี่น้องประชาชน คือจุดตายของตัวเองแต่ยังปล่อยให้เกิดขึ้นจนได้จะแก้อย่างไรก็แก้ไม่หลุดเพราะยังมัวเมา มุ่งแต่แก้วิกฤติอำนาจเป็นพิษภายในรัฐบาล จนลืมหันมามองปากท้องประชาชนเรื่องโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู (ASF) ก็ปิดข้อมูลกัน จนความมันแตกออกมาเองเพราะกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย ทนแบกรับภาระแทนกลุ่มทุนเกษตรยักษ์ใหญ่ไม่ไหวปัญหามันเลยขยายลามจากปัญหาหมูแพง กลายเป็นสินค้าอื่นก็พากันขยับขึ้นราคาจนกลายเป็น “แพงกันทั้งแผ่นดิน” ทั้งไข่, เนื้อไก่, มะละกอ, น้ำมันปาล์ม ฯลฯรัฐบาลชุดนี้ถนัดกับงาน “แก้ผ้าเอาหน้ารอด”วิธีแก้ปัญหาง่ายๆก็อนุมัติงบฯ 1,480 ล้านบาท ให้หน่วยงานไปจัดอีเวนต์ “ลดราคาสินค้า”ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือต้นทุนที่เกษตรกรผู้เลี้ยงต้องแบกรับวันนี้ทั้งผู้เลี้ยงหมู, ไก่เนื้อ, ไก่ไข่ ฯลฯ แบกต้นทุนราคาวัตถุดิบ ทั้งหัวอาหาร แม่พันธุ์ราคาแพง ยา-วัคซีนป้องกันโรค ส่วนใหญ่ต้องผ่านบริษัทพ่อค้าคนกลางปัญหายิ่งเห็นชัด เมื่อเจ้าของฟาร์มหมู จ.ระยอง ออกมาแฉด้วยความไม่เข้าใจทำไมหมูถึงขึ้นราคาไปขนาดนั้น ทั้งที่คนเลี้ยงหมูไม่มีคนมาซื้อ ซ้ำขายราคาหน้าฟาร์มยังแค่ 60 บาทต่อกิโลกรัม แต่ไปถึงผู้บริโภค ราคาหน้าเขียงกลับพุ่งสูงกว่า 220 บาทไม่รู้ไปแพงจุดไหน คนเลี้ยงขายได้ราคาถูก แต่ผู้บริโภคซื้อแพงซึ่งก็มีคำชี้แจงแบบด่วนจี๋จากกรมปศุสัตว์ออกหน้าแทนพ่อค้าคนกลางว่า ฟาร์มหมูดังกล่าวอยู่ในระบบประกันราคากับบริษัทฯ มีข้อตกลงซื้อขายตามประกันราคาที่ 61 บาท/กก. และเป็นความเข้าใจผิดของคนให้ข่าวผมว่ายิ่งพูดก็ยิ่งเข้าตัว แล้วก็ยิ่งเห็นชัดว่าราคาที่มันพุ่งขึ้นไป ไม่ใช่ภาวะกลไกตลาดปกติราคาหน้าฟาร์มยังอยู่แค่ 61 บาท แต่ไปถึงหน้าเขียง มันพุ่งถึง 220 บาท ได้อย่างไรราคามันต่างกันตั้ง 3-4 เท่าคิดแบบชาวบ้านทั่วไป ยังไงก็ไม่เข้าใจแบบที่กรมปศุสัตว์เข้าใจหรือพวกเราประชาชน คิดไม่ได้แบบที่นายทุน-หน่วยงานภาครัฐ เขาคิดกัน.เพลิงสุริยะ