แนวโน้มหลังประเทศไทยเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มตัว คงหนีไม่พ้นอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ตที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมากขึ้นๆพ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท.ฐานะรองโฆษก ตร. ออกมาแถลงสถิติอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ปี 2564 มีผู้แจ้งความเรื่องการด่าทอให้ร้ายกันในสื่อสังคมออนไลน์มาเป็นอันดับ 1 มีผู้เข้าแจ้งความ 698 รายอันดับ 2 ถูกแฮ็กปรับเปลี่ยน ขโมย ทำลายข้อมูลคอมพิวเตอร์ เข้าแจ้งความ 585 ราย เสียหาย 67 ล้านบาทอันดับ 3 การหลอกขายสินค้าและบริการ มีผู้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ 445 ราย เสียหาย 45 ล้านบาท!จากสถิติดังกล่าวข้างต้นสังเกตได้ว่า รูปแบบอาชญากรรมทางเทคโนโลยีปัจจุบัน หากไม่นับความผิดฐานหมิ่นประมาทมีอยู่ 2 รูปแบบหลักๆ คือการแฮ็กข้อมูล และการฉ้อโกงออนไลน์อาชญากรรม 2 รูปแบบนี้ คนร้ายมักอาศัยเทคโนโลยีใหม่มาเอื้อประโยชน์ หรือปกปิดตัวตน เช่น การปกปิดตัวตนโดยนำภาพหรือชื่อบุคคลอื่นมาสร้างบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอม หรือใช้บัญชีอวตาร (Avatar) การปกปิดที่อยู่ไอพี (ip address) การใช้สกุลเงินดิจิทัลรับทรัพย์สิน หรือการซื้อบัญชีธนาคารจากผู้ที่รับจ้างเปิดบัญชีธนาคารแนวโน้มอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2565 ไม่น่าแตกต่างจากเดิม ไม่ว่าการแฮ็กเพื่อเอาข้อมูลหรือเงินผ่านการลวงให้กด ล่อให้กรอก (Phishing) มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) หลอกรักออนไลน์ (Romance Scam) การหลอกให้ลงทุนลักษณะแชร์ลูกโซ่ และการขูดรีดดอกเบี้ยเงินกู้และการทวงหนี้ผิดกฎหมายจากแอปฯเงินกู้ เป็นต้นอันนั้นเป็นส่วนของตำรวจแถลง แต่อยากให้ดำเนินการเพิ่มเติม...อย่างกรณีหญิงสาววัย 27 ปี ที่ผูกคอตายที่การเคหะทุ่งสองห้อง เพราะถูกแก๊งเงินกู้หลอกโอนเงินจากบัญชีวันเดียวหมดตัว 38,200 บาท!คดีแบบนี้ถ้าจับขบวนการได้ ต้องหาวิธีเอาผิดเรื่องการตายของเหยื่อด้วย เพื่อให้โทษมันหนักขึ้น?เพราะเหยื่อที่ถึงกับเสียชีวิตรายนี้ไม่ใช่รายแรก และเชื่อจะมีเหยื่อแบบนี้ต่อไป!ไม่ใช่เห็นเป็นรูปแบบอาชญากรทางเทคโนโลยีจับส่งฟ้องศาลกันไป เมื่อไหร่อาชญากรพวกนี้จะเข็ดหลาบ?คนที่เดือดร้อนคือ ประชาชนตาดำๆ เอาให้หนักจะได้สาสมที่ทำเค้าตาย!?สหบาท