ความจริงเป็นข่าวมานานแล้ว ตั้งแต่เมื่อเดือน ม.ค. ต้นปีมานี้ จนมีการเปรียบเทียบว่าเหมือนภาพยนตร์เรื่อง “Terminal” ชื่อภาษาไทยว่า “ด้วยรักและมิตรภาพ” ที่ทอม แฮงก์ รับบทนำเพียงแต่เรื่องของ นายอทิตยา สิงห์ ชาวอินเดีย อายุ 36 ปี ที่ถูกตำรวจนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ในสหรัฐฯ จับกุมภายในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานนานาชาตติโอ’ฮาเร ที่ใช้เป็นที่หลับนอนนาน 3 เดือน มีเหตุผลที่ต่างกันอ้างว่า กลัวการระบาดของเชื้อโควิด-19 มากเสียจนไม่กล้านั่งเครื่องบินต่อกลับบ้านเกิดที่อินเดียจึงโดนตำรวจตั้งข้อหาละเมิดพื้นที่ หวงห้ามของสนามบิน และลักทรัพย์อีกหนึ่งข้อหา เพราะพนักงานของสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส 2 คนเห็นเขาติดป้ายชื่อของผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการในสนามบินที่หายไปช่วงเดือนธันวาฯ ปีกลายศาลสั่งให้จ่ายค่าปรับเป็นเงิน 1,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 3 หมื่นกว่าบาท และสั่งห้ามเข้าไปในพื้นที่ของสนามบินอีก แต่นายสิงห์ก็ยังอยู่ในเรือนจำเขตคุก เคาน์ตี กระทั่งไม่นานมานี้ ศาลตัดสินยกฟ้องข้อหาบุกรุกแม้ทางศาลไม่ได้ชี้แจงเหตุผล แต่นายคริสติน คาร์ริโน โฆษกของหน่วยงานรักษาความปลอดภัยด้านการขนส่งของสหรัฐฯ (TSA) ซึ่งกำกับดูแลความปลอดภัยสนามบินระบุว่า นายสิงห์ไม่ได้ละเมิดกฎระเบียบของทางสนามบินแต่อย่างใด เขาเดินทางเหมือนผู้โดยสารทั่วไปอีกหลายหมื่นคนทำในแต่ละวัน หลังลงจากเครื่องบินนายสิงห์ซึ่งเดินทางมาเรียนจบหลักสูตรปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยโอกลาโฮมา สเตท สหรัฐฯ นานเกือบ 6 ปีแล้วย้ายอาศัยอยู่ที่เมืองโอเรนจ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย พักกับผู้ชายใจดีคนหนึ่งที่ให้ที่หลับนอน เพราะนายสิงห์คอยดูแลพ่อที่แก่เฒ่าให้ แล้วยังช่วยเหลือเรื่องงานเล็กงานน้อยอื่นๆ อีกด้วยกระทั่งเมื่อเดือน ต.ค.ปีกลาย อาการคิดถึงแม่กับวีซ่าใกล้หมดอายุ จึงจำใจต้องเดินทางขึ้นเครื่องบินจากนครลอสแอนเจลิสไปเมืองชิคาโก เส้นทางแวะพักก่อนปลายทางที่อินเดีย แล้วถูกจับกุมดังที่กล่าวข้างต้นการทำตัวกลมกลืนผู้โดยสารคนอื่นหรือพนักงานสายการบิน ที่บางครั้งก็มีคนแปลกหน้าให้อาหาร และตัวเองก็รู้สึกสนุกที่ได้พูดคุยกับคนอื่นเรื่องความเชื่อทางศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู...กลายเป็นปริญญาชีวิตที่ต้องแลกกับคนต้องคดีจากที่ไม่เคยมีในประวัติตัวเอง.ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ