“มาตรา 112” กลับมาเป็นประเด็นการเมืองอีกครั้ง เมื่อนายชัยเกษม นิติสิริ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย ประกาศว่าพรรคจะเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ป.อาญา ม.112 และ 116 เข้าสู้รัฐสภา ย้ำเจตนารมณ์ให้ปล่อยตัวนักโทษทางความคิด เพื่อฟื้นฟูหลักนิติรัฐ นิติธรรมคำประกาศของพรรคเพื่อไทย ได้รับการขานรับทันที จากนายรังสิมันต์ โรม รองเลขาธิการพรรคก้าวไกลกล่าวว่า ยินดีที่จะร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย เพื่อแก้ปัญหาการทำลายล้างผู้เห็นต่างทางการเมือง นายรังสิมันต์เปิดเผยว่า พรรคก้าวไกลเคยเสนอร่างแก้ไข โดยลดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี แต่ไม่มีการบรรจุเข้าวาระทุกครั้งที่มีการเสนอแก้ไข ม.112 ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มักจะมีผู้ที่มีความคิดสุดโต่งคัดค้าน โดยอ้างว่าเป็นการล้มระบอบการปกครอง อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ชี้แจงว่า ส.ส.มีสิทธิเสนอแก้ไข เหมือนกับกฎหมายทั่วไปเมื่อหลายปีก่อน อดีตอัยการสูงสุดท่านหนึ่งเคยเล่าว่า รัฐบาลเผด็จการเต็มใบในอดีต เป็นผู้แก้ไข ม.112 เพิ่มโทษเป็น “จำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี” ถือว่าแรงเกินไป เปรียบเทียบกับโทษหมิ่นประมาทธรรมดา จำคุกไม่เกิน 1 ปี อัยการสูงสุดท่านนี้เคยเสนอให้ลดโทษและแก้ไขวิธีดำเนินคดีสอดคล้องกับนักวิชาการด้านกฎหมายอื่นๆที่เห็นว่าไม่ควรยกเลิก ม.นี้ เพราะแม้แต่อังกฤษก็มี แต่ไม่ได้ใช้มานับร้อยปีแล้ว แต่ควรแก้ไขให้ลดโทษ และแก้ไขกระบวนการดำเนินคดี ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถเดินเข้าไปแจ้งความตำรวจกล่าวหาคนอื่นผิด ม.112 เปิดช่องให้กลั่นแกล้งผู้คิดต่างทางการเมืองนักวิชาการบางคนเสนอให้มีคณะกรรมการเป็นผู้รับและตรวจสอบ กรณีที่มีการกล่าวหาทำผิด ม.112 เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจใช้ ม.112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อทำลายคู่ต่อสู้หรือผู้เห็นต่าง ที่นายชัยเกษมเรียกว่า “นักโทษทางความคิด” ขณะนี้มีกลุ่มผู้ชุมนุมนับร้อยนับพัน ถูกจับกุมข้อหา ม.112 และ พ.ร.บ.ฉุกเฉินส่วน ม.116 เป็นอีกกฎหมายหนึ่งที่รัฐบาลใช้ปิดปากกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นกฎหมายครอบจักรวาล ตีความได้กว้างขวาง นั่นก็คืออาจปลุกระดมประชาชน ให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง หรือปั่นป่วน ในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่อาจก่อความไม่สงบ มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ควรแก้ไขวิธีดำเนินคดี.