“ธรรมนัส” หนังเหนียวส่อเค้าได้นั่งเก้าอี้ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ “บิ๊กป้อม” กระเตงอุ้มให้นั่งทำงานต่อ เรียกคู่กรณีทุก ฝ่ายเคลียร์ใจ กล่อมให้ปัญหาจบแค่นี้ ขู่หาก ยังทะเลาะกันต่อจะทิ้งเก้าอี้หัวหน้าพรรค ให้ลูกพรรคตอบแบบสอบถามการันตี ไม่เปลี่ยนหัวหน้า-เลขาฯพรรค “ชัยวุฒิ” เปิดหน้าไล่ “ผู้กองนัส” ซัดเป็นตัวต้นตอปัญหา “วิรัช” การันตี รอยร้าวพลังประชารัฐไม่กระทบเกมในสภาฯ จนต้อง ยุบสภาฯ เพื่อไทยเอาแน่เปลี่ยนหัวใหม่ ดัน “หมอชลน่าน” นั่งผู้นำพรรคคนใหม่ แชร์แต้มคนรุ่นใหม่ แต่ยังซ่อนไพ่หัวหน้าพรรคไม่ใช่แคนดิเดตนายกฯ “ทักษิณ” อุบไต๋ไม่ให้คำตอบส่งคนตระกูลชินฯลงสนาม เลือกตั้งสมัยหน้า ก้าวไกลเอาแน่ยื่นซักฟอกรัฐบาลแบบ ไม่ลงมติ ทนไม่ไหวประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐที่เปิดศึกประลองกำลังให้คณะกรรมการบริหารพรรคลาออก เปิดทางให้ปรับโครงสร้างพรรคใหม่ กดดันให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พ้นตำแหน่งเลขาธิการพรรค แต่ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เรียก 6 กรรมการบริหารพรรคเข้าพบ และยืนยันจะไม่ปรับ ร.อ.ธรรมนัสออกจากเก้าอี้เลขาธิการพรรค “บิ๊กตู่” ปิดปากแจงรอยร้าว พปชร.เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 24 ก่อนการประชุม ผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นการปรับโครงสร้างภายในพรรคพลังประชารัฐ ที่มีการนัดประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ในวันที่ 28 ต.ค. แต่ท่าที ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ไม่ยอม ยังคงจะนั่งในตำแหน่งเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐต่อไป โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้แต่หันมามองผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้านิ่งเฉย ไม่ตอบคำถามแต่อย่างใดมั่นใจความขัดแย้งไม่ทำยุบสภานายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐทยอยลาออกว่า ช่วงเช้าวันที่ 27 ต.ค.ได้เช็กไปยังนายทะเบียนพรรค ได้รับแจ้งว่ายังไม่ได้รับหนังสือลาออกจากคณะกรรมการบริหารพรรคคนใดเลย อาจเก็บไว้กับตัวก่อนหรือไม่ การประชุมพรรคพลังประชารัฐวันที่ 28 ต.ค.นั้น จะประชุมกรรมการบริหารพรรค หากมีอะไรขัดข้องหมองใจให้มาคุยกัน ต้องรอฟัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะมีความชัดเจนทุกอย่าง จะจบวันที่ 28 ต.ค. เบื้องต้นคุยกับ พล.อ.ประวิตรและ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคแล้ว ร.อ.ธรรมนัสมีกำลังใจดี ส่วนโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐนั้น ยังไม่ทราบ พยายามเลี่ยงพูดประเด็นนายกฯมาเป็นหัวหน้าพรรค เพราะทุกคำพูดอาจมีคนนำไปร้องเรียนกรณีนายกฯครอบงำพรรค ต้องระวังเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามปัญหาความขัดแย้งในพรรคไม่กระทบการทำงานในสภาฯ การบริหารงานในสภาฯต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ถ้าไหวก็โหวต ไม่ไหวก็เลื่อน มีเทคนิคมากมาย ไม่ต้องห่วง ยืนยันไม่มีปัญหากรณีกฎหมายไม่ผ่านแล้วนายกฯสั่งยุบสภา“ชัยวุฒิ” ปัดยื่นไขก๊อก กก.บห.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า การประชุมพรรคพลังประชารัฐวันที่ 28 ต.ค.จะพูดคุยเป็นทางการถึงการลาออกของคณะกรรมการบริหารพรรค จะปรับแก้กันอย่างไร เพื่อหาทางออกร่วมกัน เหตุที่ต้องปรับโครงสร้างเพราะรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐต้องเป็นเนื้อเดียวกัน เดินไปด้วยกัน หากพรรคไม่ไปทางเดียวกับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พรรคก็ทำงานยาก ขณะนี้กรรมการบริหารพรรคยังไม่ถึงขั้นลาออก เป็นการแค่พูดคุย ยังไม่มีการลาออกเปิดหน้าไล่ “ธรรมนัส” ต้นตอปัญหาผู้สื่อข่าวถามว่า การปรับโครงสร้างพรรคครั้งนี้ เพราะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ มีปัญหาใช่หรือไม่ นายชัยวุฒิตอบว่า สื่อคิดว่ามีปัญหาหรือไม่ ขอให้ดูว่าในอดีตเกิดอะไรขึ้นบ้าง ส่วนตัวคิดว่ามีปัญหา แต่ไม่ขอพูดรายละเอียด เพราะเชื่อว่าประชาชนและสื่อมวลชนรู้อยู่แล้ว ขอให้เดินไปข้างหน้า อย่าพูดถึงอดีต เมื่อถามว่า นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า 6 รัฐมนตรีที่พบนายกฯไม่ใช่ส่วนมากในพรรค นายชัยวุฒิตอบว่า คนจะมากหรือน้อยไม่สำคัญ ทุกคนเป็นรัฐมนตรีทำงานให้พรรค ส.ส.ส่วนใหญ่หวังดีต่อบ้านเมือง ส่วนที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นให้ กกต.สอบกรณี 6 รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ พบ พล.อ.ประยุทธ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 ต.ค.เป็นการครอบงำหรือชี้นำพรรคนั้นเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะนายกฯกับรัฐมนตรีคุยกันปกติ เพื่อกำหนดแนวทางทำงาน สัปดาห์หน้าเปิดสภามีกฎหมายสำคัญเข้า เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่การครอบงำ หากจะครอบงำต้องเป็นการโฟนอินมาจากดูไบ“สัมพันธ์” ยังไม่เซ็นใบลาออกนายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส ในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ยังไม่ได้เซ็นใบลาออกจากกรรมการบริหารพรรค พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยังไม่ได้เรียกอะไรมา เมื่อถามว่า ความขัดแย้งภายในพลังประชารัฐ อาจมาจากปมการจัดทำโพลของพรรคสำรวจความนิยม ส.ส.ภาคใต้หรือไม่ นายสัมพันธ์ตอบว่า ส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่าเกี่ยว “บิ๊กป้อม” อุ้ม “ธรรมนัส” อยู่ต่อผู้สื่อข่าวรายงานข่าวจากพรรคพลังประชารัฐว่า หลังจากที่วันที่ 26 ต.ค. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค เข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ ก่อนที่ พล.อ.ประวิตรจะต่อสายหากรรมการบริหารพรรคทุกคน ไม่ให้เซ็นใบลาออกจนกว่าจะประชุมพรรควันที่ 28 ต.ค. ทำให้มีกรรมการบริหารพรรคที่เซ็นใบลาออกรอไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ยื่น ประสานไปยัง 6 รัฐมนตรี ขอถอนใบลาออก ทำให้เหลือคนที่เซ็นใบลาออกแล้วเพียง 6 คน ล่าสุดช่วงเช้าวันที่ 27 ต.ค. กรรมการบริหารพรรคบางส่วน อาทิ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี นายรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรีธรรมราช เดินทางไปที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ ร่วมรับประทานอาหารเช้ากับ พล.อ.ประวิตร ช่วงหนึ่งแกนนำพรรคพูดกับ พล.อ.ประวิตรถึงปัญหาที่เกิดจาก ร.อ.ธรรมนัส พร้อมระบุว่า รัฐบาลและพรรคจำเป็นต้องเป็นเนื้อเดียวกัน ถ้าเป็น ร.อ.ธรรมนัสคงทำงานกันลำบาก นายกฯไม่เอา ร.อ.ธรรมนัส ควรปรับโครงสร้างให้ทำงานได้ ทำให้ พล.อ.ประวิตรกล่าวสวนว่า “พวกคุณไปฟังความข้างเดียวกัน ถ้าไม่เอาธรรมนัส แล้วจะเอาใคร เขาทำงานเพื่อพรรค แล้วใครจะทำงาน คนอื่นเป็นคู่กรณี ถ้ายังไม่เลิกทะเลาะกัน ผมลาออก ใครอยากเป็นก็มาเป็นเลย” แกนนำคนเดิมระบุว่า ถ้าเป็น ร.อ.ธรรมนัสปัญหาจะไม่จบ นายกฯอาจไปตั้งพรรคใหม่ ทำให้ พล.อ.ประวิตรตอบอย่างมีอารมณ์ว่า“ถ้านายกฯตั้งพรรคใหม่ ผมก็เลิก ไม่เล่นแล้วการเมือง”กล่อมลูกพรรคให้ปัญหาจบแค่นี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันระหว่างพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตรมีการพูดถึงข้อสรุปในวงหารือระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ประวิตร กับ 6 รัฐมนตรี เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างพรรค เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมาด้วย โดย พล.อ.ประวิตรระบุว่า วันดังกล่าวไม่ได้มีข้อสรุปอะไร นั่งฟังเฉยๆ ก็วันนั้นพวกเขารุมตน ต่อมาในช่วงบ่ายแกนนำ และ ส.ส.หลายคนทยอยเข้าพบ พล.อ.ประวิตรอย่างพร้อมเพรียง อาทิ ร.อ.ธรรมนัส นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และนายชัยวุฒิ โดย พล.อ.ประวิตรเปิดโอกาสให้สมาชิกสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น ใครมีความในใจให้พูดมาตรงๆ มี ส.ส.ภาคใต้บางคนกล่าวว่า จริงๆแล้ว พวกเราไม่มีอะไร เป็นเรื่องผู้ใหญ่ทะเลาะกัน ทำให้ พล.อ.ประวิตรตอบกลับไปว่า “เป็นปัญหาอาจมีบางคนทะเลาะ และมีเด็กไปบอกนายกฯทำให้เป็นปัญหา เอาเป็นว่าต่อไปนี้ขอให้รักกัน พูดคุยกัน ให้จบตรงนี้ ที่ผ่านมีอะไรที่ผิดพลาด หรือผมอาจดูแลทุกคนไม่ดีพอ ก็ขอโทษ แต่ยืนยันว่ารักสมาชิกทุกคน”“ธรรมนัส” โวยโดนป้ายสีใส่ร้ายจากนั้น ร.อ.ธรรมนัสอธิบายว่า “เรื่องที่เกิดขึ้นมีบางคนไม่ชอบผมเอาไปพูดนอกพรรค ทำให้สับสน” พร้อมเสนอให้ ส.ส.กลุ่มต่างๆมานั่งฟังจะได้ทราบไปพร้อมกัน ไม่ต้องไปประชุมกรรมการบริหารพรรควันที่ 28 ต.ค.อีก ให้จบวันนี้ แต่เมื่อ ร.อ.ธรรมนัสพูดเสร็จบรรยากาศตึงเครียดขึ้น เมื่อนายชัยวุฒิพูดสวนว่า “ให้เอาความจริงมาพูดกัน เมื่อครั้งที่จะโหวตสวนผมและนายกฯคืออะไร” ร.อ.ธรรมนัสตอบว่า “ที่ผ่านมาขอโทษ ส่งข้อความและชี้แจงไปหมดแล้ว” ทำให้นายชัยวุฒิย้ำอีกครั้งว่า “ให้เอาความจริงมาพูดกันจะดีกว่า”ทำโพลแบบสอบถามไม่เปลี่ยนเลขาฯผู้สื่อข่าวรายงานว่านอกจากนี้ ในการหารือมีการแจกกระดาษแบบสอบถาม 7-8 ข้อ ให้สมาชิกเขียนด้วยลายมือ ไม่ต้องระบุชื่อ เช่น สอบถามว่า ต้องการให้ใครเป็นหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และ อนาคตอยากให้พรรคเป็นอย่างไร รวมถึงให้แสดง ความรู้สึกต่อรัฐมนตรีในสังกัดพรรค จากนั้น พล.อ.ประวิตรได้อ่านผลการกรอกแบบสอบถามด้วยตัวเอง มีสีหน้ายิ้มแย้มว่า ทั้งหมดพร้อมใจยืนยันให้ พล.อ.ประวิตรเป็นหัวหน้าพรรคต่อไป ส่วนเลขาธิการพรรคประมาณ 80% ยังไว้วางใจ ร.อ.ธรรมนัส รองลงมาคือ นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น้อยที่สุดคือชื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ขณะที่การแสดงความเห็นต่อรัฐมนตรีของพรรค ส่วนใหญ่แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวคือ ไม่พอใจต่อการปฏิบัติตัวของรัฐมนตรี 2 กระทรวง คือกระทรวงแรงงานและกระทรวงดีอีเอส ผลการตอบแบบสอบถามดังกล่าวจะมีการนำไปรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคทราบลั่นไม่มีตำแหน่งยังขอช่วย ปชช.ต่อมาเวลา 19.30 น. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส พะเยา ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ยืนยันกับประชาชนอีกครั้งว่า “ต่อให้ผมไม่มีตำแหน่งใดๆ เหมือนก่อนเข้ามาในวงจรการเมือง เป็นเพียง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็จะอุทิศตน ช่วยเหลือประชาชนเต็มที่เหมือนเดิมตามที่ตั้งใจไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ผมเกิดจากครอบครัวชาวนา เป็นลูกชาวนา ฐานะยากจน ต่อสู้ชีวิตมาถึงวันนี้ พอมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีไม่ขัดสน เข้าใจดีความลำบากคนยากคนจนเป็นอย่างไร คิดถึงประชาชนเป็นที่ตั้งเสมอ อาจไม่ใช่คนพูดเก่ง มีวาทศิลป์ แต่ขอให้ดูผลงาน ความทุ่มเทการช่วยเหลือประชาชนเป็นที่ตั้ง ให้สิ่งนั้นเป็นคำพูดแทนตัวของผม ขอบคุณทุกกำลังใจจากทุกๆท่านในทุกๆช่องทาง” พท.ดัน “ชลน่าน” ดึงคะแนนคนรุ่นใหม่ด้านความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยที่จะมีการประชุมพรรคในวันที่ 28 ต.ค. ที่ จ.ขอนแก่น โดยมีวาระปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรคใหม่ และการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ แทนนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ให้เข้ากับแคมเปญ “พรุ่งนี้เพื่อไทย เพื่อชีวิตใหม่ของประชาชน” ว่า ในการประชุมพรรคเพื่อไทยวันที่ 28 ต.ค. มีแนวโน้มว่า นายสมพงษ์จะประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อส่งไม้ต่อให้ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รองหัวหน้าพรรค ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแทน เนื่องจากมีบทบาทโดดเด่นในสภาฯ เป็นนักการเมืองมีประสบการณ์สื่อสารคนรุ่นใหม่ได้ เนื่องจากที่ผ่านมา นพ.ชลน่านมักเข้าไปพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในแอปพลิเคชันคลับเฮาส์พรรคเพื่อไทย จึงจะใช้จุดเด่นเรื่องนี้ช่วงชิงฐานเสียงคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตามหัวหน้าพรรคอาจจะไม่ใช่แคนดิเดตนายกฯที่จะต้องหารือ กันอีกครั้งช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ส่วนกรรมการบริหารพรรคจะหลีกเลี่ยงผู้มีบทบาทดูแลพื้นที่ในการเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการร้องเรียนยุบพรรค สำหรับเลขาธิการพรรค ยังเป็นนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เช่นเดิม“ชลน่าน” พร้อมนั่งแท่นผู้นำพรรคนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวจะได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า ถ้าได้รับโอกาสจากสมาชิกพร้อมทุ่มเทให้พรรคอย่างเต็มที่ คำถามนี้ถ้าไปถาม ส.ส.รุ่นเดียวกับตนเชื่อว่าจะได้คำตอบเช่นนี้ทุกคน เพราะพวกเราเชื่อมั่นระบบพรรคเพื่อไทยที่มีกลไกระบบการทำงานเข้มแข็ง ยึดโยงประชาชน ส่วนเรื่องความรู้ ความสามารถก็เป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ระบบนโยบายพรรคเป็นจุดแข็งพรรคเพื่อไทย อีกเรื่องคือปัจจัยภายนอกที่มีทั้งวิกฤติและโอกาส อยู่ที่ความสามารถของเราที่จะแปลงวิกฤติเป็นโอกาส สำคัญที่สุดคือการแสวงหาการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเข้ามาขับเคลื่อนในนามของพรรคชักธงเชียร์หัวหน้าคนใหม่นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช.และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคเพื่อไทยจะปรับปรุงคณะกรรมการบริหารพรรค เปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคว่า รู้สึกเสียดายนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน เพราะเป็นนักการเมืองอาวุโสที่ทุกคนในพรรคให้ความเคารพรักในความดีความเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ ส่วนกระแสข่าว นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน เป็นตัวเต็งได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่นั้น เห็นว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างยิ่ง ทั้งความรู้ ความตั้งใจทำงาน ขยันขันแข็ง มีไหวพริบการเมืองสูง โดยเฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทั้งได้รับการยอมรับ เป็นที่ชื่นชมของสังคม เชื่อว่าการคัดเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดใหม่จะมีคนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ ก้าวทันโลกมาเป็นกรรมการบริหารมากขึ้น“ทักษิณ” อุบไต๋ส่งตระกูลชินฯลงสนามขณะที่ความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 26 ต.ค. นายทักษิณพูดคุยในรายการ CareTalk x Care Clubhouse หัวข้อ “วันนี้ประยุทธ์ พรุ่งนี้...ใคร?” โดยกล่าวตอนหนึ่งถึงคุณสมบัติผู้นำประเทศที่ดี เป็นความหวังคนรุ่นใหม่ว่า ต้องมีหัวใจเป็นประชาธิปไตย ใจรักประชาชน ตามโลกให้ทัน รู้จักกระจายอำนาจให้คนช่วยทำ ส่วนการเลือกตั้งในอนาคตนั้น ชัดเจนว่าส่วนใหญ่จะเลือกคนฝ่ายประชาธิปไตย และสนใจเสน่ห์ผู้นำที่แก้ปัญหาได้ ให้คำมั่นสัญญาแล้วทำได้หรือไม่ ประชาชนจะดูว่าพรรคใดพูดจริงทำจริง สิ่งที่กลัวคือ เอาหีบมาใส่บัตรข้างนอก ไฟดับ หรือนับปัดเศษ แต่เที่ยวนี้ประชาชนตื่นตัวแล้ว อายบ้างเถอะ ไม่อายผีก็อายเมียในบ้านบ้าง เป็นยุทธศาสตร์อย่างหนาตราช้าง ส่วนจะมีโอกาสที่คนตระกูลชินวัตรจะมาทำงานการเมืองเหมือน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อีกหรือไม่ ยังไม่มีคำตอบ การเมืองไทยซับซ้อน แต่ถ้าใครจะปรึกษาอะไร พร้อมให้คำแนะนำการบริหาร การติดต่อต่างประเทศ ยินดีไม่คิดสตางค์ เพราะอยากช่วยบ้านเมือง แต่ครอบครัวยังเร็วเกินไปที่จะคิดอะไรก้าวไกลตีปี๊บยื่นซักฟอกไม่ลงมติเมื่อเวลา 10.00 น. ที่พรรคก้าวไกล นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล แถลงถึงการเตรียมยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ว่า จะนำเรื่องนี้เสนอพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อร่วมเข้าชื่อขอเปิดอภิปราย ตามมาตรา 152 สิ่งที่รับไม่ได้คือการที่รัฐบาลไม่รีรอช่วยกลุ่มทุนใหญ่ แต่พอเป็นผู้ประกอบการรายเล็กต้องรอแล้ว รออีก และยังเกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐมีนัยสำคัญ อาจเกิดอุบัติเหตุทาง การเมืองคืออาจยุบสภาเร็วกว่าที่รัฐบาล หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการ ความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐ หากแก้ไขไม่ได้จะมี ปัญหาการผ่านกฎหมายสำคัญในสภาฯ อาจเห็นปรากฏการณ์การเมืองย้อนยุค เช่น ก่อนโหวตวาระสำคัญต้องแจกเงินในห้องน้ำ ความไม่มีเสถียรภาพส่วนหนึ่งเกิดจาก ส.ส.พลังประชารัฐ ส่วนหนึ่งไม่ยอมรับ ไม่มั่นใจ พล.อ.ประยุทธ์ หลายคนกังวลมาก หากจะ หาเสียงกับประชาชนสมัยหน้า โดยชู พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งทนไม่ไหวเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า พรรคก้าวไกลเก็บข้อมูลการลงพื้นที่ พบประชาชนทุกหย่อมหญ้าเดือดร้อน ต้องแก้ไข อาทิ ปัญหาเกษตรกร โดยเฉพาะงบช่วยเหลือชาวนาไม่เป็น ไปตามนัด เพราะรัฐบาลมีปัญหากรอบวินัยการเงินการคลังหรือไม่ หรือก่อหนี้กับ ธกส. และหน่วยงานรัฐอื่นๆจนเต็มวงเงินแล้วหรือไม่ ส่วนค่าครองชีพคนเมืองเพิ่มขึ้น ค่าน้ำมันแพง ค่าโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส รัฐบาลมีแผนรับมือกับเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้นกับ คนเมืองอย่างไร และออกมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีอย่างไร ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงต้องยื่นเปิดอภิปรายแบบไม่ลงมติ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและเสนอการแก้ปัญหาต่างๆ ร้องสอบ “บิ๊กตู่” ครอบงำพรรคที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นเรื่องต่อ กกต.ตรวจสอบกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เรียกรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ 6 คนที่เป็นกรรมการบริหารพรรค เข้าพบวันที่ 25 ต.ค. อาจเข้าข่ายการครอบงำพรรคการเมือง โดย นายศรีสุวรรณกล่าวว่า หลังการเข้าพบของรัฐมนตรีทั้ง 6 คน เกิดการเคลื่อนไหวในพรรคพลังประชารัฐ มีการลาออกของกรรมการบริหารพรรค 9 คน และ จะประชุมพรรคเพื่อปรับโครงสร้างพรรค ตอกย้ำว่า เป็นผลจากการเรียกหารือของนายกฯเมื่อวันที่ 25 ต.ค. หรือไม่ ดังนั้น การกระทำของ พล.อ.ประยุทธ์อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 28 พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ห้ามผู้มิใช่สมาชิกพรรคการ เมืองควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมพรรคการเมืองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม จำเป็นต้องให้ กกต.วินิจฉัย หาก กกต.วินิจฉัยฝ่าฝืนจริง กกต.มีหน้าที่ที่จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคนั้นได้ปชป.แจงหลักเกณฑ์บงการพรรคนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการยื่นเรื่องต่อ กกต.ตรวจสอบพรรค การเมืองที่มีบุคคลอื่นที่ไม่ได้เป็นสมาชิกดำเนินการในลักษณะควบคุม ครอบงำ ชี้นำพรรคว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยหนีไม่พ้นเพียงประเด็นเดียวคือ ลักษณะที่ทำนั้นทำให้พรรคการเมือง หรือสมาชิกขาดความอิสระหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นจริงต้องถูกลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด ในส่วนพรรคยึดหลักการข้อนี้อย่างเคร่งครัด อำนาจที่สำคัญของพรรคการ เมืองคือสมาชิกพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรค มีอิสระในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยยึดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ข้อบังคับอย่างเคร่งครัดย้ายวิกใช้ทำเนียบประชุมวิปฯนายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายก รัฐมนตรี ในฐานะกรรมการประสานงานสภาผู้แทน ราษฎร กล่าวว่า ในการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 พ.ย.นั้น ได้ประสานไปยังผู้ใหญ่พรรคร่วมรัฐบาล เพื่อให้การทำงานฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น และด้วยสถานที่ที่มีความสะดวก รวมถึงสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ได้แจ้งวันที่ 8 พ.ย.จะให้ประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล และมีความเป็นไปได้ หลังจากนั้นจะใช้ทำเนียบรัฐบาลเป็นที่ประชุม วิปรัฐบาลที่เดียว โดยนายกฯเห็นด้วยกับแนวทางนี้ครช.ยื่นสภาฯแก้ไขมาตรา 112เมื่อเวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) และกลุ่มทะลุฟ้า นำโดยนายธีรัตม์ พณิชอุดมพัชร์ ยื่นหนังสือต่อนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิ มนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ขอให้แก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เนื่องจากมีประชาชนถูกดำเนินคดีมาตรานี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก และการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่อาจไม่สุจริตในหลายกรณี ระหว่างยื่นหนังสือกลุ่ม ครช.จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ใช้สีแดงสาดบนร่างกาย และคลานไปตามถนนหน้าประตูทางเข้าออกอาคารรัฐสภา ฝั่งวัดแก้วฟ้าฯ ทำให้ผิวถนนเต็มไปด้วยสีแดงนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ในฐานะ กมธ.ที่ดูแลด้านสิทธิมนุษยชนจะไม่นิ่งดูดาย จะเปิดพื้นที่เชื่อมระหว่างภาคประชาชนกับภาครัฐพูดคุยทำความเข้าใจแก้ไขปัญหาร่วมกัน ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลเสนอแก้ไขมาตรา 112 ผ่านกระบวนสภาฯแล้ว แต่สภายังไม่บรรจุเข้าสู่วาระ อ้างขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ทั้งที่ไม่ได้ขัด เพราะการเสนอแก้ไขดังกล่าวเพียงแค่ให้กำหนดอัตราโทษลดลง เพื่อให้ประกันตัวต่อสู้คดีได้เร่งเอาผิดส่งออกถุงมือยางใช้แล้วเมื่อเวลา 17.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการส่งถุงมือยางทางการแพทย์ที่ใช้แล้วจากประเทศไทยไปนอกราชอาณาจักร นัดแรก โดยนายจุรินทร์กล่าวว่า ที่ประชุมมีข้อสรุป 4 ประเด็นคือ 1.สตช. รายงานที่ประชุมทราบว่า คดีที่เกี่ยวกับถุงมือยางการแพทย์ดำเนินคดีทั้งหมด 15 คดี ส่วนกรณีถุงมือยางทางการแพทย์ยี่ห้อที่ปรากฏบนข่าวของซีเอ็นเอ็นนั้น ที่ประชุมมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดี หากพบการกระทำความผิด จะเร่งรัดดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 1 เดือน 2.ที่ประชุมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งองค์การอาหารและยา (อย.) กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมศุลกากร กระทรวงมหาดไทย บังคับใช้กฎหมายเคร่งครัดคาดไม่กระทบส่งออกไทย-สหรัฐฯนายจุรินทร์กล่าวว่า 3.กระทรวงต่างประเทศได้แจ้งว่า กรณีถุงมือยางที่ปรากฏเป็นข่าวในซีเอ็นเอ็นไม่น่าจะมีผลกระทบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ด้านการค้าการส่งออก เพราะที่ผ่านมาไทยและสหรัฐฯ ร่วมมือดำเนินการกรณีพบสิ่งผิดกฎหมายทุกกรณีไม่มียกเว้น ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ไม่มีผลกระทบด้านการค้าและการส่งออก โดยตัวเลขส่งออกช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาของปี 2564 ตั้งแต่ ม.ค.-ก.ย.การส่งออกของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวอย่างดีถึง 111.3% มูลค่า 36,457 ล้านบาท 4.ที่ประชุมมอบให้เป็นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวง มหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาข้อสรุปแนวทางแก้ปัญหาการส่งออกถุงมือยางทางการแพทย์ไปยังสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ เพื่อที่ประเทศไทยจะทำตลาดส่งออกถุงมือยางการแพทย์ ทำรายได้เข้าประเทศมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันชี้คนให้ข้อมูลสื่อนอกเป็นผู้ต้องหาพล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. กล่าวถึงกรณีสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นนำเสนอข่าวประเทศไทยเป็นผู้ผลิตถุงมือยางไม่ได้มาตรฐานไปสหรัฐฯว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้กองบัญชาการสอบสวนกลาง รวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานเกี่ยวกับกลุ่มคนหรือบุคคลที่ฉ้อโกงในสถานการณ์โควิด-19 และตรวจสอบข้อเท็จจริง จากการตรวจสอบพบข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่าผู้ให้ข้อมูลซีเอ็นเอ็น เป็นชาวอเมริกันที่เป็นผู้ต้องหาคดีอุ้มทวงหนี้ชาวไต้หวัน พื้นที่ สน.ทองหล่อ ชาวไต้หวันที่ถูกอุ้มเป็นเจ้าของบริษัทผลิตถุงมือยางส่งขายในสหรัฐฯที่ไม่ได้มาตรฐาน ที่ผ่านมาเคยแนะนำให้ไปแจ้งความแล้ว แต่ไม่พบว่ามาแจ้งความตำรวจให้ดำเนินคดีแต่อย่างใด ทั้งนี้ หากผู้เสียหายต้องการดำเนินคดี สามารถกลับมาแจ้งความได้ และตำรวจสอบสวนกลางพร้อมดำเนินการให้ ส่วนที่สำนักข่าวระบุถึง บริษัท สกายเมดนั้น พบว่าบริษัทดังกล่าวเคยถูกตำรวจ บก.ปคบ.ดำเนินคดี ครั้งนั้นมีการมัดจำซื้อถุงมือยางมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท แต่ไม่มีการส่งของให้ ผู้เสียหายจึงมาแจ้งความที่ บก.ปคบ. และบริษัท สกายเมด ยังมีคดีในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ 2 คดีด้วยก้าวไกลโมเมโควตาฉีดวัคซีนสภาวันเดียวกัน น.ส.วรรณวรี ตะล่อมสิน ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเชิญชวนประชาชนมาลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด ที่รัฐสภา ระบุข้อความพร้อมคิวอาร์โค้ดว่า “ส.ส.ป๊อปจัดโควตาวัคซีน เพื่อประชาชน AZ+AZ สำหรับผู้ยังไม่เคยฉีด Booster เข็มสาม AZ สำหรับผู้ฉีด SV+SV วันที่ 28 ต.ค.2564 เวลา 09.00-16.00 น.ที่ห้องโถง B1 อาคารรัฐสภา ลงทะเบียนด่วน” ทำให้ประชาชนเข้าไปลงทะเบียนตามคิวอาร์โค้ดที่ให้ไว้ แต่ปรากฏว่าหลายคนได้รับข้อความตอบกลับว่า “ขออภัยโควตาวัคซีนเต็มแล้ว” ต่อมา น.ส.วรรณวรีลบโพสต์ดังกล่าวออก“สิระ” จ่อแจ้งจับผิด พ.ร.บ.คอมฯขณะที่ นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงกรณี น.ส.วรรณวรีตะล่อมสิน ส.ส. กทม.พรรคก้าวไกล โพสต์เชิญชวนประชาชนมาฉีดวัคซีนที่รัฐสภาว่า การโพสต์ดังกล่าวไม่เป็นความจริง รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลโทรศัพท์มาขอโทษว่าสื่อสารคลาดเคลื่อน แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้ว พรรคก้าวไกลต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่โฆษณาเชิญชวนไป ทราบว่าลบโพสต์ออกแล้ว แต่กังวลถึงประชาชนที่ลงทะเบียนไปแล้ว พรรคก้าวไกลต้องดำเนินการเองนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า การแอบอ้างให้ประชาชนมาฉีดวัคซีนในโควตาพรรคก้าวไกล เป็นการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตีกินทางการเมือง หาผลประโยชน์กับประชาชน จะดำเนินคดี น.ส.วรรณวรีด้วยความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และอาจเข้าข่ายทำความผิดตามรัฐธรรมนูญ นำเงินภาษีประชาชนไปแอบอ้างเป็นของตัวเอง รวมถึงจะพิจารณาว่าผิดจริยธรรมหรือไม่ ยอมไม่ได้ เจอกันที่ สน. ความผิดสำเร็จแล้ว ไม่ว่าจะลบโพสต์หรือไม่ เพราะมีประชาชนหลงเชื่อมาที่รัฐสภาแล้วจุฬาฯเตือนนิสิตละเมิดผู้อื่นผิดวินัยสำหรับความคืบหน้ากรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์แถลงการณ์คณะกรรมการบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีมติยกเลิกกิจกรรมขบวนอัญเชิญ พระเกี้ยวในงานฟุตบอลจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กสำนักบริหารกิจการนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกประกาศว่า มหาวิทยาลัยเคารพเสรีภาพทางความคิดของบุคลากรและนิสิตของมหาวิทยาลัยมาตลอด และตระหนักดีว่าการเปลี่ยนแปลงทางความคิดย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ แต่หากความปรากฏว่านิสิตมหาวิทยาลัยกระทำการในลักษณะไม่เหมาะสม มีเนื้อหากระทบกระเทือนบุคคลที่เป็นที่เคารพเทิดทูนสักการะของผู้อื่น แสดงออกที่ไม่เคารพต่อความเห็นต่าง หรือความเชื่อความเลื่อมใสของผู้อื่น จุฬาฯย่อมไม่อาจนิ่งเฉย ถือเป็นหน้าที่จะดำเนินการที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อกล่อมเกลานิสิตมหาวิทยาลัยให้อยู่ในครรลองของหลักความรู้คู่คุณธรรม และจะดำเนินการทางวินัยต่อไป