การทำงานขอให้พึงระลึกถึงพระบรมราโชวาทฯ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานแก่ข้าราชการตำรวจไว้ว่า “การจับผู้ร้ายนั้นไม่ถือเป็นความชอบ เป็นแต่นับว่าผู้นั้นได้กระทำการครบถ้วนแก่หน้าที่เท่านั้น แต่จะถือเป็นความชอบต่อเมื่อได้ปกครองป้องกันเหตุร้ายให้ชีวิตและทรัพย์สมบัติของข้าแผ่นดินในท้องที่นั้นอยู่เย็นเป็นสุขพอสมควร”เป็นสิ่งที่ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.ปป. เปิดเผยถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามหน้างานป้องกันและปราบปราม ระดับผู้ปฏิบัติจะต้องขับเคลื่อนนโยบายงานป้องกันปราบปรามเน้นการป้องกันเชิงรุกเป็นหลักกำชับให้หัวหน้าสถานีกำหนดยุทธศาสตร์งานป้องกันอาชญากรรม วิเคราะห์ผู้ก่อเหตุ พื้นที่เหยื่อ โอกาส จุดเสี่ยง จุดล่อแหลม ในการก่อเหตุ แสวงหาความร่วมมือจากประชาชน ไม่ใช่เรื่องใหม่ ต้องทำให้เป็นรูปธรรมต้องควบคุมอาชญากรรมในพื้นที่ให้ได้หรือมิให้เกิดเหตุซ้ำๆ หากเกิดต้องมีมาตรการในการติดตาม ระงับ ยับยั้ง จับกุมตาม SOP ยุทธวิธีที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. กำชับและฝึกไปแล้วให้ผู้รับผิดชอบประชุมชี้แจง ตรวจสอบข้อมูล แนะนำการปฏิบัติ ก่อนปล่อยแถวผู้ปฏิบัติงานเพื่อให้ทราบถึงปัญหาข้อขัดข้องของสายตรวจ และตรวจสอบความพร้อมของผู้ปฏิบัติผู้เป็นหัวหน้าหน่วยต้องกำกับดูแลผู้ปฏิบัติ อย่าให้ออกไปปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโดดเดี่ยว ขาดที่ปรึกษา เพราะการเผชิญเหตุจะต้องมีความพร้อม มีเสื้อเกราะ มีอุปกรณ์ระงับเหตุการทำงานเป็นคู่ Buddy ตามแบบยุทธวิธี เพื่อเป็นมาตรฐานและความปลอดภัยของตัวผู้ปฏิบัติผบ.ตร.ให้ความสำคัญอย่างมากตำรวจสายงานป้องกันปราบปราม ต้องมีบุคลิก ลักษณะการแสดงออกที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่น เป็นมิตร แต่น่าเกรงขาม มิใช่แสดงออกในทางตลกขบขันหรือทำให้ภาพลักษณ์การเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายเสียหาย ทุกคนต้องช่วยกันเพื่อองค์กรอันเป็นที่รัก และเพื่อความสงบสุขในการดูแลประชาชน หากไม่ร่วมกันเปลี่ยนแปลง พัฒนาให้ดีขึ้น องค์กรก็จะต้องถูกบังคับให้ปรับเปลี่ยนอย่างแน่นอนพล.ต.อ.รอย ย้ำว่า “ผบ.ตร. มอบหมายงานป้องกันปราบปรามให้ตนและผู้ช่วย ผบ.ตร.อีก 6 ท่าน ช่วยกำกับดูแล จะต้องรับฟังนโยบายและนำไปปฏิบัติตามแนวทางที่สั่งการ เพราะความสำเร็จหรือความล้มเหลวของภารกิจ ตนและทีมงานจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในภาพรวมอย่างที่ไม่อาจปฏิเสธได้”เป็นหน้างานสายป้องกันปราบปรามที่เข้มมากขึ้น.“เพลิงพยัคฆ์”pluengpayak@thairath.co.th