ลุ่มน้ำป่าสัก เป็นอีกลุ่มน้ำหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากพายุเตี้ยนหมู่ ทำให้มวลน้ำจำนวนมากหลากลงสู่แม่น้ำป่าสัก และไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรีด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำริ ให้กรมชลประทานศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการเขื่อนกักเก็บน้ำในแม่น้ำป่าสักอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ สร้างประโยชน์ต่อพื้นที่เพาะปลูก และบรรเทาปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นเป็นประจำในลุ่มน้ำป่าสักและ ครม.ได้มีมติเมื่อ 3 พ.ค.2537 ได้อนุมัติให้สร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนขนาดใหญ่มีความจุ 960 ล้าน ลบ.ม ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2542 พร้อมทั้งได้ทรงพระกรุณาพระราชทานนามเขื่อนนี้ว่า “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์” อันหมายถึงเขื่อนแม่น้ำป่าสักที่เก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนที่จะเข้าสู่ปลายฤดูฝน 31 ส.ค.2564 เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำเพียงกว่า 47 ล้าน ลบ.ม. ประมาณ 5% ของความจุ แต่พอพายุเตี้ยนหมู่พัดผ่าน เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก มวลน้ำไหลหลากลงสู่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อย่างต่อเนื่องจนเต็มอ่าง เมื่อ 30 ก.ย.2564 มีปริมาณน้ำสูงสุดถึง 1,014 ล้าน ลบ.ม. หรือ 106% ของความจุ น้ำล้นออกทางระบายน้ำฉุกเฉิน (Spillway) พร้อมทั้งได้เพิ่มการระบายน้ำออกจากเขื่อน ได้ระบายน้ำสูงสุดเมื่อ 30 ก.ย.2564 จำนวน 104 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำป่าสักเพื่อลดผลกระทบต่อลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรมชลประทานได้จัดการจราจรทางน้ำ โดยตัดยอดน้ำผันเข้าสู่คลองระพีพัฒน์ในอัตราสูงสุด 251 ลบ.ม./วินาที เพื่อใช้โครงข่ายคลองฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาระบายน้ำลงสู่แม่น้ำบางปะกงและอ่าวไทย และเมื่อปริมาณน้ำที่ไหลลงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ลดลง กรมชลประทานได้ลดการระบายน้ำลงด้วย เพื่อลดระดับน้ำท่วมให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วขณะนี้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 892 ล้าน ลบ.ม. หรือ 93% ของปริมาณการเก็บกัก สามารถรองรับน้ำได้อีก 68 ล้าน ลบ.ม.หากไม่มีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เก็บกักน้ำไว้กว่า 800 ล้าน ลบ.ม. ภาวะน้ำท่วมในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างจะวิกฤติรุนแรงมากกว่านี้อย่างแน่นอน.สะ–เล–เต