ท่ามกลางข่าวร้ายการแพร่ระบาดของโควิด ที่กลายเป็นวิกฤติร้ายแรง ทำให้คนไทยทั้งประเทศตกอยู่ในความเครียด และกังวล แต่ก็ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง เช่น ข่าวประเทศไทยจะมีวัคซีนของตนเอง ภายในกลางปีหน้า หรือการให้สัมภาษณ์ของ ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะท้อแท้สิ้นหวัง มองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศพุ่งขึ้นเป็นวันละ 2 หมื่นคน เสียชีวิตวันละ 2-3 ร้อยคน ศ.นพ.ประสิทธิ์ให้ความหวังว่า ถ้าวัคซีนพอ ระบบดี และคนไปฉีดวัคซีน โอกาสที่จะเข้าสู่ขาลงใกล้ๆนี้ น่าจะเป็นไปได้ ภายในเดือนกันยายนศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่าตัวเลขขณะนี้ อาจดูเหมือนยังไม่ลด แต่ที่เห็นชัดคืออัตราการติดเชื้อลดลง ตัวเลขที่จะวิ่งขึ้นมากๆ ไม่เกิดขึ้นมาเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว สิ่งที่ทำให้กราฟลดลงเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ การฉีดวัคซีนในหลายประเทศ ฉีดได้มากกว่า 25% ของประชากร เมื่อถึง 40-50% จะเริ่มเห็นตัวเลขปรับลงขณะนี้ประเทศไทยฉีดวัคซีนได้แล้วประมาณ 28% ของประชากร ถือว่าทำได้ดี บางวันฉีดได้ถึง 6 แสนโดส มีข้อมูลระบุว่าจะมีวัคซีนเข้ามาเดือนละกว่า 10 ล้านโดส หากเป้าหมายการฉีดวัคซีนเดือนละ 15 ล้านโดส เกิดขึ้นจริง จะเป็นปัจจัยเชิงบวก ทำให้กราฟลดหัวลงเร็วขึ้น แต่ต้องมีปัจจัยอื่นด้วยนั่นก็คือจะต้องมีระบบจัดการที่ดี มาตรการสังคมและการปกครองที่ดี ประชาชนพร้อมที่จะฉีดวัคซีน ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ประชาชนจะต้องปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค.ที่เรียกว่า “การป้องกันแบบครอบ จักรวาล” เช่น ออกนอกบ้านเมื่อจำเป็นรักษาระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์การบริหารจัดการที่ดี น่าจะหมายความรวมถึงการแก้ความขัดแย้ง เกี่ยวกับวัคซีน และการจัดซื้อชุดตรวจโควิด หรือเอทีเค ให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าเงินภาษีประชาชน สิ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญคนไหนๆ อาจจะมีความเห็นต่าง แต่เห็นพ้องกันเรื่องเร่งฉีดวัคซีนการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ ทำให้คนไทยทั่วประเทศมีความหวัง แม้จะยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่มีความหวังว่าต้องได้เห็นแน่นอนในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะนำไปสู่การผ่อนคลายให้เปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนทำมาหากิน หลังจากที่เผชิญวิกฤติเศรษฐกิจร้ายแรง รายได้หายไปถึง 2.6 ล้านล้านบาท.