ไปต่อถึง 31 ส.ค.64 มาตรการคุมเข้ม มีการประเมินกันว่ามาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาลมีแนวโน้มที่จะต้องดำเนินการต่อเนื่องไปอีก 2-3 เดือนเนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตยังไม่มีทีท่าจะลดแต่อย่างใด หากไม่มีมาตรการนอกเหนือจากนี้ก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นไม่ว่าจะสำนักไหนที่เปิดเผยตัวเลขออกมาล้วนไม่ต่างกัน เพียงแต่จะหนักมากหนักน้อยเท่านั้น เพราะนี่คือความจริงที่เกิดขึ้นมีข้อเสนอจาก กกร. คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน คือ สอท. หอการค้าไทย สมาคมธนาคารไทย เพื่อขอเข้าพบนายกฯเพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา 5 ประเด็น1. ขอให้รัฐบาลพิจารณาอนุญาตให้เอกชนเป็นผู้ติดต่อนำเข้าวัคซีนได้ ไม่ต้องผ่านหน่วยงานรัฐ2.ให้รัฐบาลสนับสนุนให้เอกชนดำเนินการผลิตและจัดหายาฟาวิพิราเวียร์รวมทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องให้เพียงพอ3.ให้รัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายชุดตรวจแรพิด แอนติเจนเทสต์ คิต ที่มีคุณภาพมาตรฐานและมีปริมาณเพียงพอให้ประชาชนได้เข้าถึงได้4.จัดสถานที่กักตัวและคัดแยกผู้ป่วย ปรับลดเกณฑ์ออสพิเทลและเพิ่มโฮเทล ไอโซเลชันรองรับกลุ่มสีเขียวเพื่องดการใช้เตียงในโรงพยาบาลหรือให้ใช้โรงแรมขนาดกลางและเล็กขอให้เอกชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นเนื่องจากแต่ละจังหวัดมีสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน5. แนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับคืนสู่ปกติว่าไปแล้วภาคเอกชนของไทยนั้นต้องการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาแต่ดูเหมือนว่ายังมีช่องว่างที่ไม่กลมกลืนกันทั้งๆที่มีเอกภาพ มีความพร้อม และเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และได้รับผลกระทบทุกภาคส่วนอย่างเรื่อง “วัคซีน” แม้รัฐพยายามจะบอกให้รับรู้ว่าพร้อมเปิดเสรี แต่ในความเป็นจริงแล้วยังต้องถูกควบคุมจากรัฐทั้งสิ้นประเด็นก็คือผู้ผลิตจะต้องติดต่อผ่านหน่วยงานรัฐเท่านั้นมันก็เลยเป็นปัญหายุ่งยากทำให้ “วัคซีน” ของไทยเกิดอุปสรรคจนเกิดการขาดแคลนไม่สามารถนำมาใช้ได้ทันท่วงทีเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การแพร่ระบาดหนักและยาวนานทั้งๆที่เรื่องที่เกี่ยวกับไวรัสนั้นควรเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐที่จะต้องรับผิดอบและจัดหาให้เพียงพอแต่กลายเป็น “เอกชน” ต้องเรียกร้องให้รัฐเร่งจัดการการฟื้นฟูเศรษฐกิจเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งที่มีข้อเสนอแม้กระทั่งแบงก์ชาติก็ระบุว่ารัฐมีความจำเป็นที่จะต้องจัดการเงินก้อนใหญ่ราว 1.1 ล้านล้านบาทเพื่อให้เศรษฐกิจเดินไปได้ช่องทางเดียวที่จะได้มาก็คือ “ต้องกู้”มิฉะนั้น “เจ๊งลูกเดียว”...“สายล่อฟ้า”