ผมรับใช้ถึงตอนที่คณะรัฐมนตรีและคนใกล้ชิดพระเจ้าฟารุคที่ 1 ไปตากอากาศฤดูร้อนที่ริเวียรา พวกนี้กลับมาก็เอาเครื่องแต่งกายหรูหราที่ซื้อจากฝรั่งเศสมาแต่งอวดกันตามราตรีสโมสร ไปเที่ยวใช้เงินหมด พวกเศรษฐีก็ไปขึ้นค่าเช่าที่ดิน หรือไม่ก็ไปลดค่าจ้างพวกรับจ้างทำไร่ไถนารัฐบาลยอมให้พ่อค้าเศรษฐีขึ้นราคาขนมปัง ผู้คนไม่มีอาหารตกถึงท้องก็ร้องตะโกนโกรธแค้นรัฐบาลและพระเจ้าฟารุคที่ 1 ความผิดพลาดของกษัตริย์ฟารุคในระยะหลังก็คือ การไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ทั้งที่ทรงได้ถึง 7 ภาษา ทว่าทรงอ่านแต่เอกสารที่ข้าราชบริพารรายงานมาเพียงอย่างเดียว ซึ่งส่วนใหญ่ก็เสนอแต่ข่าวด้านดีปลายเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1952 ทหารน้อยใหญ่พร้อมอาวุธทันสมัย ยานยนต์หุ้มเกราะเคลื่อนไปยังจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั้งในกรุงไคโรและเมืองอเล็กซานเดรีย จากนั้นก็ยึดวิทยุกระจายเสียง จับคนสำคัญ โดยเฉพาะนายทหารทั้งหลายที่รับใช้ใกล้ชิดกษัตริย์ฟารุคพลตรี มุฮัมมัด นะญีบ ประกาศว่า “อียิปต์ของเราเข้าสู่ความเหลวแหลกที่สุดในประวัติศาสตร์ ประชาชนอดอยาก ยากแค้นอย่างไม่เคยปรากฏ รัฐบาลปล่อยให้มีการคอร์รัปชันคดโกง กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ทำลายสมรรถภาพของกองทัพ ผู้คดโกงประชาชนและผู้ที่รับสินบนทำให้กองทัพบกพ่ายแพ้แก่อิสราเอล ขณะนี้ เราได้ดำเนินการชำระแล้ว เราจะมอบหน้าที่ปรับปรุงกองทัพและการกู้ชาติแก่ผู้รักชาติอย่างแท้จริงต่อไป”การปกครองของกษัตริย์ฟารุคก่อให้เกิดความเหนื่อยหน่ายแก่ราษฎรชาวอียิปต์ทั้งหลาย คณะนายทหารซึ่งแม้จะจงรักภักดีต่อกษัตริย์และราชวงศ์เพียงใด ก็ยากที่จะทนเห็นประเทศชาติบ้านเมืองของตนตกต่ำย่ำแย่ ประชาชนอดอยากนายกรัฐมนตรีประกาศว่าพระเจ้าฟารุคทรงยอมรับเงื่อนไขของคณะนายทหารทุกประการ ทว่าคณะปฏิวัติตกลงปลงใจกันใหม่แล้วว่า กษัตริย์จะต้องออกจากราชบัลลังก์เท่านั้น บ่ายวันนั้นนั่นเอง เอกอัครราชทูตอเมริกันก็เข้าเฝ้าพระเจ้าฟารุคเพื่อเสนอให้การช่วยเหลือในการเสด็จออกนอกประเทศพระเจ้าฟารุคที่ 1 แห่งอียิปต์ และพระนางนาริมาเสด็จพระราชดำเนินอย่างช้าๆ ออกจากพระราชวัง ดนตรีกองทหารบรรเลงเพลงชาติ ปืนใหญ่ยิงถวายคำนับ 21 นัด ทุกอย่างเป็นไปอย่างสมพระเกียรติ ทหารรักษาพระองค์ยกธงลงพับยื่นให้นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรียืนธงถวายให้กษัตริย์ฟารุค บรรดาข้าราชบริพารทั้งหลายพากันร่ำไห้อาลัยจนน้ำตาแทบเป็นสายเลือดพระเจ้าฟารุคที่ 1 ทรงลงเรือเล็กเพื่อเสด็จไปยังเรือยอชต์พลตรี มุฮัมมัด นะญีบ หัวหน้าคณะปฏิวัติรัฐประหารนั่งเรือตามเพื่อส่งเสด็จ พลตรีนะญีบเป็นผู้มีความจงรักภักดีสูง แต่มีความจำเป็นต้องปฏิวัติเพื่อประชาชนที่กำลังอดอยากและประเทศชาติที่เสื่อมเกียรติจากการถูกอังกฤษกระทำลบหลู่อยู่บ่อยครั้งบนเรือ นะญีบวันทยาหัตถ์ถวายความเคารพ กษัตริย์ฟารุคทรงตรงเข้าไปจับมือ ต่างคนต่างมองตากันด้วยความนิ่งเป็นเวลาเนิ่นนาน นะญีบทำลายความเงียบด้วยการทูลถามว่า “พระองค์ทรงจำเหตุการณ์เมื่อ ค.ศ.1942 ได้หรือไม่ ตอนที่อังกฤษส่งรถถังมาล้อมพระราชวัง” ตรัสตอบว่า “จำได้” นะญีบกล่าวต่อว่า “พวกเรามีความจงรักภักดีต่อพระองค์และราชบัลลังก์แห่งอียิปต์เป็นอย่างยิ่ง ทว่าเหตุการณ์ ค.ศ.1942 ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป”กษัตริย์ฟารุคทรงนิ่งไปสักพักแล้วตรัสว่า “ขอให้ท่านทำงานที่เราไม่เคยทำสำเร็จได้สำเร็จราบรื่น” เมื่อกษัตริย์ฟารุคพ้นบัลลังก์แล้ว ก็มีการสำรวจที่ดินทั่วประเทศ ประชากรอียิปต์ตอนนั้นมี 19 ล้านคน แต่เจ้าของที่ดินตัวจริงมีเพียง 60 คนเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกราชวงศ์และเศรษฐีที่มีความใกล้ชิดกับทางวังร้อยละ 30 ของที่ดินทั่วประเทศเป็นของกษัตริย์ฟารุคผู้มีรายได้จากการให้เช่ามากถึงปีละ 774 ล้านดอลลาร์ โดยที่ไม่ต้องเสียภาษีเหมือนเศรษฐีคนอื่นๆ ขณะที่ลูกนาของพระองค์ต้องทำงานนานถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน โดยได้ค่าจ้างเพียง 35 เซ็นต์ต่อวันเท่านั้น.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com