ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศต่างๆเหมือนจะกลับมารุนแรงกันอีกแล้วสหรัฐอเมริกาตัวเลขแตะ 150,000 คนในวันเดียว ประเทศไทยทะลุ 20,000 คนในวันเดียว มาเลเซียขยับเป็น 19,800 คนในวันเดียว ญี่ปุ่นที่กำลังจัดงานโอลิมปิกกรุงโตเกียว พุ่งเป็น 14,100 คนในวันเดียวและที่สำคัญ ประเทศ “จีน” ที่ถือว่าการ์ดแข็งมาตลอดนับตั้งแต่ต้นปี ก็เริ่มสะเทือน หลังเผชิญกับเชื้อกลายพันธุ์ตัวอันตราย “เดลตา” (จากอินเดีย) ซึ่งถูกองค์การอนามัยโลก (WHO) ตีตราว่าเป็น 1 ใน 4 ตัวกลายพันธุ์ที่น่าวิตกกังวล (Variants of Concern) เนื่องจากติดต่อง่ายกว่าเดิม และมีคุณสมบัติต้านทานภูมิคุ้มกันจากวัคซีน ส่งผลให้เชื้อกระจายไปแล้ว 14 มณฑล ตามมาด้วยมาตรการในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป มีทั้งการตรวจหาเชื้อประชากรทั้งเมืองสองสามตลบ ไปจนถึงระงับหรือแนะนำให้งดการสัญจรระหว่างมณฑลโดยทั้งนี้ สถานีวิทยุและโทรทัศน์ส่วนกลางแห่งประเทศจีน ชี้แจงว่า ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.ค. เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ในเมืองหนานจิง (นานกิง) เมืองเอกมณฑลเจียงซู ทางภาคตะวันออกของจีน และระบาดลามไปยังเมืองต่างๆ ในหลายมณฑลทั่วประเทศอย่างรวดเร็วมีหลักฐานยืนยันได้ว่าต้นตอการแพร่เชื้อไวรัสคือเที่ยวบิน CA910 ที่เดินทางจากรัสเซียมายังหนานจิงเมื่อวันที่ 10 ก.ค. เพราะพบว่าพนักงานทำความสะอาดห้องโดยสารเที่ยวบินดังกล่าว ซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายแรกในครั้งนี้ มีความเชื่อมโยงกับผู้ป่วยจากต่างประเทศบนเที่ยวบิน CA910“คาดว่าหลังทำความสะอาดห้องโดยสารของเที่ยวบินนี้แล้ว กลุ่มพนักงานทำความสะอาดไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคระบาดอย่างเคร่งครัดจึงได้รับเชื้อโควิด และแพร่ไปยังเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ซึ่งมีหน้าที่ทำความสะอาดและขนส่งขยะของเที่ยวบินทั้งในและระหว่างประเทศ จึงเชื่อได้ว่าตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค. เชื้อไวรัสก็ได้เริ่มแพร่ระบาดไปยังพื้นที่อื่นๆของจีนแล้ว ผ่านสนามบินในหนานจิงแห่งนี้” เมื่อได้รับรายงานดังกล่าว ทางเทศบาลเมืองหนานจิง รีบจัดผู้ที่เกี่ยวข้องกักบริเวณอย่างรวมศูนย์ และจัดการตรวจกรดนิวคลีอิกอีกครั้ง รวมถึงสั่งระงับบริการรถไฟใต้ดินที่เชื่อมต่อสนามบิน และปิดย่านอาคารพักอาศัยบางส่วน ด้านมณฑลเจียงซูรีบยกระดับ จัดการตรวจสอบและติดตามผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกักบริเวณตรวจกรดนิวคลีอิก ให้การรักษาพยาบาล และการฆ่าเชื้อโรค อีกทั้งรายงานให้มณฑลและเมืองต่างๆที่เกี่ยวข้องรับทราบ แต่สนามบินระหว่างประเทศลู่โข่วได้กลายเป็นคลัสเตอร์ใหญ่แหล่งแพร่เชื้อกระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็วจากนั้นมา พื้นที่ต่างๆของจีนก็ทยอยมีรายงานการติดเชื้อโควิด-19 ประปรายจากมณฑลหรือนครที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง เช่น พื้นที่อื่นๆในมณฑลเจียงซู มณฑลเหลียงหนิง มณฑลอันฮุย มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) มณฑลหูหนาน มณฑลหูเป่ย มณฑลฝูเจี้ยน(ฮกเกี้ยน) มณฑลซานตง มณฑลเหอหนาน มณฑลฉงชิ่ง (จุงกิง) มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) มณฑลหยุนหนาน (ยูนนาน) และกรุงปักกิ่งด้วย ซึ่งผู้ติดเชื้อโควิดที่ตรวจพบส่วนใหญ่ สามารถเชื่อมโยงเข้ากับสนามบินลู่โข่ว เมืองหนานจิงได้ จึงคาดการณ์ว่าน่าจะรับเชื้อไวรัสมาจากแหล่งคลัสเตอร์เดียวกันคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีนแถลงด้วยว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ครั้งนี้ มีลักษณะพิเศษหลายประการ ประกอบด้วย การแพร่ระบาดเกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตา ซึ่งมีความสามารถในการแพร่เชื้อที่รุนแรง การแพร่ระบาดเกิดขึ้นในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากออกเดินทางไปท่องเที่ยวและพักผ่อน และการแพร่ระบาดเกิดขึ้นที่สนามบินนานาชาติที่มีประชากรไหลเวียนอย่างหนาแน่น จึงได้แพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั้งในและนอกมณฑลเจียงซูอย่างรวดเร็วกระนั้น จนถึงวันที่ 31 ก.ค. มีรายงานผู้ป่วยหนัก 9 คน คิดเป็น 4 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนคนที่กำลังรับการรักษาในโรงพยาบาลทั้งหมด ลักษณะของผู้ป่วยที่มีอาการหนักในครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยทุกรายติดเชื้อกลายพันธุ์เดลตา มีอาการเริ่มแรกไม่ชัดเจน แต่โรคดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยเวลาเฉลี่ยในการเปลี่ยนไปสู่ระยะรุนแรง คือ 5 วันสิ่งสำคัญที่สุดในการควบคุมโรคระบาดคือต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อตัดห่วงโซ่การระบาดให้ได้ ซึ่งจีนมีบทเรียนและประสบการณ์มาแล้ว จึงคาดว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ในไม่ช้า อย่างไรก็ตาม นักวิชาการในจีนและชาติตะวันตก ก็มีการตั้งคำถามเช่นกันว่า ในเรื่องของไวรัสนั้น รัฐบาลจีนพร้อมที่จะใช้มาตรการเข้มงวดขั้นรุนแรงในการสยบไวรัส หรือที่เรียกว่านโยบายไม่อดทน “ซีโร่-ทอเลแรนซ์ โพลิซี” เจอก็ต้องรีบกำจัดแต่ปัญหาคือ เริ่มมีหลายประเทศทั่วโลก ดำเนินนโยบาย “อยู่ร่วมกับไวรัส” และ “ภูมิคุ้มกันหมู่” ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันเสียชีวิต และปล่อยให้ติดกันไปเองจนกลายเป็นโรคระบาดท้องถิ่น จึงน่าสนใจว่า รัฐบาลจีนจะดำเนินการในระยะยาวเช่นไร เพราะสุดท้าย จะกลายเป็นว่า ในประเทศเอาอยู่แล้ว แต่ไวรัสจากเมืองนอก ก็จะหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุดหย่อน...เรื่องนี้น่าติดตามครับ.วีรพจน์ อินทรพันธ์