เจ้าหน้าที่เดินหน้าขนย้ายสาร สไตรีนเป็นวันที่ 2 พร้อมขนย้ายถ่านหิน 10 ตัน ออกจากพื้นที่ไฟไหม้โรงงานผลิตเม็ดโฟม “หมิงตี้ เคมีคอล” หลังเกิดกลุ่มควันโชยขึ้นมาจนต้องเร่งฉีดโฟมดับก่อนเพลิงปะทุอีกรอบ คาดอีก 4-5 วันขนย้ายเสร็จสิ้น ขณะที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานรอคำสั่ง ผวจ.สมุทรปราการ หลังขนย้ายสารออกไปจนมั่นใจความปลอดภัยในพื้นที่ถึงเข้าตรวจหาสาเหตุเพลิงไหม้ ด้านอธิบดีกรมควบคุมมลพิษยันผลตรวจหาสารอินทรีย์ระเหยง่ายในพื้นที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเจ้าหน้าที่เดินหน้าขนย้ายสารเคมีสไตรีน 600 ตัน หรือ 600,000 ลิตร ที่ยังหลงเหลือจากเหตุไฟไหม้โรงงานบริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ซอยกิ่งแก้ว 21 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ นำไปทำลายที่ บมจ.อัคคีปราการ ในนิคมอุตสาหกรรมบางปู เพื่อเคลียร์พื้นที่สร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนโดยรอบก่อนที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบหาสาเหตุเพลิงไหม้ที่แท้จริง โดยเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 11 ก.ค. นายศุภวัฒน์ คุณวรวินิจ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการตลาด บมจ.อัคคีปราการ พร้อมรถบรรทุกสารเคมี 2 คัน เข้าไปขนย้ายสารสไตรีนจากบริษัทหมิงตี้ เคมีคอล จำกัด เป็นวันที่ 2 โดยเริ่มจากการขนย้ายถ่านหินกองอยู่ใกล้ถังเก็บสารสไตรีนออกไปก่อน จากนั้นถึงได้เริ่มถ่ายสารสไตรีนจากถังเก็บลงรถบรรทุกสารเคมีนายศุภวัฒน์ คุณวรวินิจ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการตลาด บมจ.อัคคีปราการ เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาเกิดกลุ่มควันที่กองถ่านหิน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ดูแลพื้นที่เกิดเหตุใช้โฟมและน้ำฉีดดับได้ทันท่วงที จึงต้องย้ายถ่านหินออกไปก่อน วันนี้ขนย้ายสารสไตรีนไปได้ 8 เที่ยว จำนวน 80 คิว หรือ 80,000 ลิตร เมื่อรวมกับเมื่อวานขนย้ายไปได้ 60,000 ลิตร รวมเป็น 140 คิว คาดว่าต้องใช้เวลาราว 4-5 วันจะขนย้ายสารดังกล่าวออกไปได้ทั้งหมด ส่วนความคืบหน้าด้านคดี พ.ต.อ.มงคล อ่อนแก้ว ผกก.สภ.บางแก้ว เปิดเผยว่า การสอบสวนหาสาเหตุเพลิงไหม้ ตำรวจได้สอบปากคำผู้จัดการโรงงาน และพนักงานอีก 5 คน แต่ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจที่เกิดเหตุได้ ต้องรอให้การขนย้ายสารสไตรีนเสร็จสิ้นก่อนเพื่อความปลอดภัย จากนั้น ผวจ.สมุทรปราการ ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ ถึงจะมีคำสั่งให้ตำรวจและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าไปตรวจที่เกิดเหตุเพื่อหาสาเหตุเพลิงไหม้ต่อไป ส่วนการรับแจ้งความจากประชาชนที่บ้านเรือนเสียหายและได้รับบาดเจ็บ มีผู้เข้าแจ้งความแล้ว 1,077 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 401 ล้านบาทนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า ทีม คพ.ได้ขนย้ายสารสไตรีนที่คงค้างในโรงงานไปเผาทำลายที่ บมจ.อัคคีปราการ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงานและชุมชนรอบข้าง และยังมีการเก็บขนถ่านหินจำนวนประมาณ 10 ตัน ซึ่งโรงงานใช้เป็นเชื้อเพลิงในหม้อน้ำอุตสาหกรรมของโรงงานไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงงานปูนซีเมนต์ไทย (SCG) ด้วย คพ.มีแผนงานและดำเนินการตรวจวัดไอระเหยของสารเคมีในบรรยากาศทั้งในพื้นที่เกิดเหตุ และชุมชนโดยรอบในรัศมี 1 กิโลเมตร พบว่า บริเวณโรงงาน ณ จุดขนถ่ายสารสไตรีนตรวจพบสารอินทรีย์ระเหยง่ายรวม (Total VOCs) ในระดับต่ำมากในปริมาณ 0.1-30 ppm (หนึ่งส่วนในล้านส่วน) ซึ่งไม่อยู่ในระดับที่จะเกิดอันตรายต่อสุขภาพแก่ผู้ปฏิบัติงาน และที่ระยะ 100 เมตร จากจุดขนถ่ายตรวจไม่พบสไตรีนและสารอินทรีย์ระเหยง่ายรวม (Total VOCs) ในส่วนพื้นที่ชุมชนในรัศมี 1-2 กิโลเมตร จำนวน 7 จุด ตรวจไม่พบสารสไตรีน ส่วนผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศใน จ.สมุทรปราการ กรุงเทพฯและรัศมีตั้งแต่ 1-20 กิโลเมตรจากจุดเกิดเหตุ พบว่าคุณภาพอากาศในภาพรวมอยู่ในระดับไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย สารมลพิษทางอากาศโดยทั่วไปมีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ประชาชนสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,266 คน ทางออนไลน์ ระหว่างวันที่ 6-9 ก.ค. สรุปผลได้ ดังนี้ เมื่อถามความเห็นประชาชนต่อเหตุการณ์ระเบิดที่โรงงานกิ่งแก้ว จ.สมุทรปราการ โดยร้อยละ 88.54 เห็นว่า เป็นเหตุการณ์ที่รุนแรง สร้างความเสียหายอย่างมาก ร้อยละ 83.87 เจ้าหน้าที่ขาดอุปกรณ์ เครื่องมือ จึงควบคุมเพลิงได้ช้า ร้อยละ 82.13 การสั่งการ การแก้ปัญหาค่อนข้างล่าช้า ร้อยละ 76.68 รู้สึกหดหู่ มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บจำนวนมากเมื่อถามว่า สิ่งที่อยากฝากถึงรัฐบาลจากเหตุการณ์ระเบิดครั้งนี้ ร้อยละ 92.00 ตรวจสอบโรงงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ ร้อยละ 89.78 มีมาตรการเยียวยาผู้เสียหาย ตรวจสุขภาพประชาชนในพื้นที่ ร้อยละ 78.45 ควรมีระบบเตือนภัยที่รวดเร็ว และแนวทางการอพยพในสถานการณ์ฉุกเฉิน ร้อยละ 70.60 ทำงานเชิงรุก ประสานกับท้องถิ่น และร้อยละ 59.11 เร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสารเคมีที่เป็นอันตราย เมื่อถามถึงบทเรียนที่ได้รับจากเหตุการณ์ระเบิดครั้งนี้ ร้อยละ 69.99 ให้ความสำคัญกับงานบรรเทาและป้องกันสาธารณภัยมากขึ้น ร้อยละ 68.96 ควรมีแผนการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่พร้อมใช้งาน ร้อยละ 62.23 ต้องมีการจัดการมลพิษตกค้างอย่างเป็นระบบ ร้อยละ 60.57 ควรทำงานประสานกันทุกภาคส่วน ทั้งระดับรัฐบาลและท้องถิ่น และ ร้อยละ 59.94 เร่งแก้ปัญหาเรื่องผังเมือง อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 39.38 ไม่ค่อยพอใจกับการแก้ปัญหาในภาพรวม ร้อยละ 30.71 ค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 27.13 ไม่พอใจ และร้อยละ 2.78 พอใจมาก ที่วัดทุ่งครุ แขวงและเขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ พล.อ.ท.ภักดี แสงชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์ 904 เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นายกรสิทธิ์ หรือพอส ลาวพันธ์ อาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย สมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย หน่วยสมเด็จเจ้าพระยา ธน 28-00 ฐานเทคโน รหัส ธน 28-78 ที่เสียชีวิตขณะเข้าระงับเหตุเพลิงไหม้โรงงาน หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด เป็นกรณีพิเศษ โดยมีนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย นายวันชัย คงเกษม ผวจ.สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่นักดับเพลิง และอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย เข้าร่วมไว้อาลัยนับร้อยคน ภายในวัดมีการเปิดสัญญาณไซเลนและไฟของรถอาสาฯดังกึกก้อง ก่อนเหล่าอาสาฯจะตั้งแถวใช้ถังดับเพลิงพ่นหมอกควันบริเวณหน้าเมรุ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ และส่งนายกรสิทธิ์เป็นครั้งสุดท้าย ทั้งนี้นายวันชัย คงเกษม ผวจ.สมุทรปราการ ได้มอบเงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 100,000 บาท แก่ครอบครัวนายกรสิทธิ์ด้วย