ในทางโลก...“การพูดว่า วัคซีน ได้ผล เกรงว่าต้องถือตามข้อมูลจริงๆ ไม่ใช่ฉีดวัคซีนแล้ว มีภูมิขึ้นนิดเดียว บอกว่าได้ผล...”ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หรือ “หมอดื้อ” คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ำว่า ดูว่าได้ผลจริงๆ ดูที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อินโดนีเซีย ดูที่เชียงราย ที่ฉีดครบ...ฉีดแล้วติด ไม่ตาย หรือตายน้อย แต่ติดแล้วแพร่อย่างเก่งไปยังคนรอบข้าง คนอื่นตาย ต้องนำมาพิจารณาด้วยทำไม? เมื่อฉีดวัคซีนเราต้องการภูมิในน้ำเหลืองที่ยับยั้งไวรัสได้สูง 70% ข้อมูลวิชาการที่พบช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ระบุว่า เพราะภูมิในน้ำเหลือง neutralizing antibody ที่ตรวจสามารถสะท้อนภูมิยับยั้งไวรัสที่เป็นทั้งจากตัว IgM IgG และ IgA...ที่ออกมาที่เยื่อบุเริ่มจาก...การป้องกันการติด อาศัยเหล่าภูมิยับยั้งพวกนี้สู้กับไวรัสที่เข้ามาทางจมูกและลำคอ ทำให้ไม่ติด หรือติดยาก แต่ถ้าหลุด เกิดยังติด นั่นคือคนนั้นสามารถแพร่เชื้อได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนฉีดวัคซีนไปแล้วจะนึกว่าปลอดภัย กลายเป็นแพร่ให้หลายคนต่อ โดยเฉพาะคนที่ทำงานสาธารณะ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข แต่ถ้าหลุดเกิดยังติด การป้องกันไม่ให้ตาย ตอนนี้ไม่ขึ้นกับภูมิในน้ำเหลืองอย่างเดียว แต่มีระบบอื่นโดยเฉพาะระบบเซลล์ร่วมด้วยและ...เป็นเหตุผลสำคัญ สำหรับการที่ต้องแน่ใจว่าได้วัคซีนที่ได้ผล เมื่อฉีด 2 เข็มไปแล้ว และสามารถมีฤทธิ์ต่อสู้กับสายพันธุ์...อัลฟา เดลตา เดลตาพลัส เบตา และอื่นๆ...“ห้ามพูดว่า ตอนนี้สายพันธุ์น่ากลัว ยังมีน้อย ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ เพราะในเวลาไม่นานก็แพร่ไปทั่ว”เงื่อนปมปัญหาใหญ่ “โควิด-19” ยังไม่เห็นแสงสว่างอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ในทางธรรมก็ยังมีเงื่อนปัญหาชัดขึ้น มากขึ้นในเรื่อง “จุดเสื่อมนักบวช เลยชวดศรัทธา”พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน เจ้าอาวาสวัดบางไส้ไก่ กทม. บอกว่า บัดนี้ก็ย่างเข้าสู่เทศกาลเข้าพรรษาของพระภิกษุในพระพุทธศาสนาและในอดีตที่ผ่านมาได้กลายเป็นข่าวเป็นประเด็นทางศาสนามาอย่างต่อเนื่องจากการที่มีบุคคลบางคนทั้งในรูปของนักบวชในพระพุทธศาสนาและไม่อยู่ในพระพุทธศาสนา มีความเชื่อความศรัทธาด้วยตนเองว่าแนวความคิดและคำสอนของตนเองถูกต้อง ...สามารถนำไปประพฤติปฏิบัติเห็นผล จนเกิดการตรวจสอบ ในที่สุดก็กลายเป็นการ “หลอกลวง” บ้าง กลายเป็นความเชื่อมั่นของส่วนบุคคลบ้าง สุดท้ายก็จบตรงที่ “ไม่มีความเป็นจริง” นั่นเอง“ความเชื่อ” และ “ความศรัทธา” เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนมีอิสระในการนำไปประพฤติปฏิบัติได้ตราบใดที่ไม่สร้างความเดือดร้อนความเสียหาย ไม่ผิดกฎหมายบ้านเมือง จนเกิดลัทธิต่างๆขึ้นมามาก ผิดปกติ เกิดในพื้นที่แห่งโน้นแห่งนั้นของประเทศบ้าง จากกรณีหนึ่งก็ไปสู่อีกกรณีหนึ่งทำให้มองเห็นได้ชัดเจนว่าเรื่องของ “ความเชื่อ” นี้คงห้ามกันไม่ได้ แต่ความศรัทธาที่เกิดขึ้นตามมานี้จะต้องประกอบไปด้วย “สติ” และ “ปัญญา” ถ้าเกิดความเชื่อจากเปลือกนอกเพียงอย่างเดียว สุดท้ายก็มักกลายเป็นการ “ถูกหลอกลวง” ไปในที่สุด บางกรณีผู้เสียหายถูกหลอกลวงเอาทรัพย์สินเงินทอง บางกรณีผู้เสียหายถูกล่วงละเมิดทางเพศ บางกรณีก็กลายเป็น “เหยื่อ” ให้เป็น “นกต่อ” จนกว่าจะรู้ความจริงก็สายแล้วพระมหาสมัย ย้ำว่า กรณีบุคคลที่อยู่ในคราบของ “นักบวช” คือเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้อาศัยความเชื่อ ความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนแล้วโน้มน้าวศรัทธาของชาวบ้านที่มีอยู่นั้นให้ทุ่มเทกำลังทรัพย์ที่ตนเองมีอยู่นั้นมาทำนุบำรุงศาสนวัตถุและศาสนบุคคลในวัดวาอารามให้เจริญก้าวหน้าถ้าทุกอย่างเป็นไปตามทำนองคลองธรรม ไม่ผิดศีลธรรมอันดีของศาสนาและไม่ผิดกฎหมายบ้านเมืองแล้วก็ถือว่าเป็นการ “ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยศรัทธาที่แท้จริง” แต่บางกรณีกว่าชาวบ้านและชาวพุทธจะมารู้ก็กลายเป็นการ “ถูกหลอก” เสียแล้ว เพราะผู้ที่เป็นนักบวชขาดความจริงใจในการดำเนินงาน...มีอะไรแอบแฝงอยู่ในใจลึกๆ เมื่อ “ลาภสักการะ” เข้ามามากกว่าปกติก็มักจะคิดถึง “ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง” สุดท้ายก็ถูกออกมาร้องเรียนหรือร้องทุกข์จนกลายเป็นเรื่องฉาวโฉ่เหล่านี้จึงเป็นที่มาของคำว่า “จุดเสื่อมของนักบวช เลยชวดศรัทธา” “ความเสื่อม” หรือ “ความหายนะ” ของนักบวชในพระพุทธศาสนานั้นย่อมมีแตกต่างกันออกไป แต่ละรูปแต่ละสำนักอาจจะไม่เหมือนกันแต่มีความคล้ายคลึงกันอย่างเช่นประการที่หนึ่ง เรามักพบเห็นพระภิกษุที่เดินบิณฑบาตหรือนั่งรับบิณฑบาตอยู่ในอาการที่ไม่สำรวม วางตัวไม่เหมาะสมจนถูกร้องเรียนจากชาวบ้านหรือชาวพุทธผ่านสื่อสารมวลชน หน่วยงานทางศาสนาและ “โซเชียล” เพราะทำให้เกิดความสงสัยว่าเป็นการกระทำของ “พระจริงหรือพระปลอม”“ถ้าเป็นพระจริงก็ไม่ควรประพฤติเช่นนี้ ถ้าเป็นพระปลอมก็สมควรกำจัดออกไปจากศาสนา อย่าให้ศาสนาได้มัวหมอง อย่าให้บุคคลเช่นนั้นนำเอาศาสนามาเป็นเครื่องบังหน้าหากิน ได้ประโยชน์โดยส่วนตน สำหรับรูปที่เป็นพระจริงก็ควรปรับปรุงตนเอง ยึดหลักพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด...”เรามักพบเห็นชาวบ้านพูดอยู่เสมอว่า “พระรูปนี้ไม่สำรวม” มาแล้ว หรือเรามักพบเห็นว่าพระภิกษุบางรูปเที่ยวไปในแหล่งอโคจรหรือสถานที่ไม่เหมาะสม เช่น ตามห้างสรรพสินค้าโดยที่ทางห้างมิได้นิมนต์ไป...ไปในสถานที่ท่องเที่ยวยามราตรีซึ่งมิใช่วิสัยของนักบวช บางรูปขับรถจักรยานยนต์ รถยนต์ส่วนตัวไปทำธุระประการที่สอง บุคคลที่บรรพชาหรืออุปสมบทเข้ามาในพระพุทธศาสนาก็มีศีลเป็นของตนเอง ถ้าเป็นสามเณรก็ถือศีล 10 ข้อ ถ้าเป็นพระภิกษุก็ถือศีล 227 ข้อ บุคคลที่เป็นนักบวชตามขั้นตอนที่ถูกต้องจะต้องโกนผม โกนคิ้ว นุ่งห่มอังสะ สบง...จีวรตามพระธรรมวินัย แต่มาระยะหลังได้มีนักบวชบางรูปทำตัวไม่เหมาะสมลืมจุดเริ่มต้นของตนเองที่มาเป็น “นักบวช” แทนที่จะสวมใส่ “อังสะ” แต่ไปสวมใส่เสื้อแขนยาวเหมือนฆราวาส อาจจะสีเหมือนนักบวชบ้างหรือสีไม่เหมือนนักบวชบ้าง แต่ก็ไม่เหมาะสมโดยประการทั้งปวง เวลาออกไปนอกวัดก็สวมใส่หมวกกันหนาวบ้าง เสื้อกันหนาวแขนยาวบ้างคล้ายคลึงกับฆราวาสเลยอย่าลืมว่า “ศรัทธาชาวบ้าน” เสื่อมก็เพราะการประพฤติตัวของเราที่ไม่อยู่ใน “ศีล” และในกรอบของ “พระธรรมวินัย” นี่เอง การที่พระภิกษุไม่รักษาศีลของตนเองที่พระบรมศาสดาได้บัญญัติไว้แล้วก็เท่ากับไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดาของตนเองอย่างชัดเจนในประการนี้จึงเรียกว่า “ศีลวิบัติ” คือศีลของ “พระหายนะ” นั่นเองประการที่สาม ความเชื่อและความศรัทธาถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือโน้มน้าวให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดมีพฤติกรรมหรือการกระทำให้เป็นไปอีกด้านหนึ่งได้ คนเราเมื่อมีความเชื่อที่ชัดเจนในตนเอง แล้วผนวกกับความศรัทธาที่เกิดขึ้นมา จึงมักยึดเอาบุคคลที่ตนเห็นเป็นต้นแบบนั้นเป็น “สรณะ”เหล่านี้เป็นเหตุแห่งความ “วิบัติ” หรือความเสื่อมของ “นักบวช” ที่เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาร่วมใจกันยึดเอาหลักพระธรรมและพระวินัยของพระพุทธองค์มาปฏิบัติอย่างเต็มที่ในพรรษานี้ ชาวบ้าน ชาวพุทธ ชาวโลกจะได้น้อมนำเอาหลักธรรมคำสอนของศาสนาไปประพฤติปฏิบัติในยุคการแพร่ระบาดของไวรัส “โควิด-19”...ศาสนาย่อมผ่อนคลาย “ความทุกข์” ของ “มนุษย์” ในยามตกยากเช่นนี้. ปฏิบัติการไทยรัฐ ฝ่าวิกฤติโควิด-19