ผมแย้มๆไว้ในเรื่อง “คนพวง หับเผย” ว่า ยังมีคนมากมายไม่รู้ว่า คุกและตะราง แตกต่างกันอย่างไร โดยนัยว่าตัวเองรู้ดี แต่ความจริงนั้น ไม่ใช่ ก็แค่พอรู้อยู่บ้างเล็กน้อยมากในหนังสือ “เกร็ดภาษาหนังสือไทย ฉบับปรับปรุง (สถาพรบุ๊คส์ พิมพ์ครั้งที่ 9 พ.ศ.2560) ส.พลายน้อย อ้างพจนานุกรม คุก คือ ที่ขังนักโทษ ส่วนตะราง คือที่คุมขังนักโทษเรือนจำมีคำ “เรือนจำ” มาให้คิดต่ออีกคำ หน้าตาเหมือนหรือแตกต่างจากคุกอย่างไรตามความหมายของกรมราชทัณฑ์ คำ“คุก” และ“ตะราง” มีความหมายต่างกันคุก หมายถึง ที่คุมขังนักโทษที่มีกำหนดต้องโทษตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ส่วน ตะราง หมายถึง สถานที่ใช้คุมขังนักโทษตั้งแต่ 6 เดือนลงมาอย่า! อย่าเพิ่งสรุป แค่นี้ใช่ นี่คือความหมายของตะรางสมัยใหม่ แต่ถ้าเป็นตะรางสมัยเก่า ย้อนอดีตไป ในสมัยอยุธยา “หนังสือภูมิสถานกรุงศรีอยุธยา” ตะรางมีความหมายกว้างไปอีก“มีคุกสำหรับใส่คนโทษ โจรผู้ร้ายปล้นสะดมแปดคุก มีตะรางหน้าคุกสำหรับใส่ลูกเมียผู้ร้าย ทุกหน้าคุกซึ่งโทษสถานเบาเป็นแต่โทษเบ็ดเสร็จ ใส่โซ่พวงลงเก้าคนสิบคน ใช้ทำราชการงานเมืองที่โทษหนัก ต่อวันพระ ห้าค่ำ แปดค่ำ สิบเอ็ดค่ำ สิบห้าค่ำ จึงใส่พวงคอพวงละยี่สิบสามสิบคนแลเมียผู้ร้ายนั้น ใส่กรวนเชือกผูกเอวต่อกันไป ผูกติดท้ายพวงคอ ออกมาเที่ยวขอทานกิน”แสดงว่าสมัยอยุธยา คนโทษสถานเบา ถูกให้ใส่โซ่พวง พวงละเก้าถึงสิบคน ใช้ทำราชการงานเมืองส่วนคนโทษหนัก คือโจรผู้ร้ายปล้นสะดม อนุญาตให้ลูกเมียอยู่ในตะรางที่หน้าคุก ถึงวันพระห้าค่ำ แปดค่ำ สิบเอ็ดค่ำ สิบห้าค่ำใส่พวงคอ พวงละยี่สิบสามสิบคนส่วนเมียผู้ร้าย ใส่กรวนเชือกผูกเอวต่อกัน ผูกติดท้ายพวงคอ นี่คือ คนพวง พวงที่สอง ที่พวงใหญ่ทั้งยังยาวกว่า เพราะมีลูกเมีย ใส่กรวนเชือกผูกเอวต่อกัน...เป็นหางขบวนส.พลายน้อยสรุปว่าคุกและตะรางต่างกันมาแต่สมัยโบราณ ตะรางเป็นที่ขังธรรมดา ไม่แน่นหนาเหมือนคุกที่กำปงธมเมืองเขมร มีเทวสถานหมู่หนึ่ง เรียก “ไพรคุก” คำที่พอแปลได้ ไพร ป่า คุกหมายถึงตึกเล็กๆ รวมกันแล้ว ไพรคุก ก็คือป่าตึกเทียบกับคุกสมัยอยุธยา ตามหลักฐานบอกว่า เป็นเรือน ที่มีใต้ถุนเป็น “ตรุ” ซึ่งคงจะมืดทึบ ไทยเรามีคำหนึ่ง “ตึกมืด” ก็น่าจะหมายถึงคุกส.พลายน้อยค้นหนังสือโบราณ พบข้อความตอนหนึ่ง“กรรมการให้แต่งที่แต่งเรือน ตามโทษหนักโทษเบาไว้ ณ กลางเมือง เรือน 3 ห้องฝากระดานตรึงเหล็ก ขุดหลุมใต้ท้องเรือนลึกห้าศอก มีกระดานปกบนลั่นกุญแจตามกฎสั่ง ให้ไว้บนก็ดี ขุมก็ดี ตามโทษหนักโทษเบา ถ้าโทษถึงตายให้ลงขุม”แสดงว่า นักโทษสมัยโบราณ ขังแห่งเดียวกัน โทษหนักก็ขังขุมหรือใต้ดิน คือใต้ถุนเรือน โทษเบาก็ขังบนเรือนสมัย ส.พลายน้อยเป็นเด็กนักเรียน ครูอธิบายคำ “เรือนจำว่าชื่อเรือนจำ เป็นคติเตือนใจ คนที่เข้าไปอยู่ว่า ให้จำเอาไว้ ไม่ควรเข้าไปอีกบ้านเมืองเราตอนนี้ มีทั้งน้องใหม่ น้องเก่า และศิษย์เก่า “เรือนจำ” มากมาย บางคนติดหลายปี บางคนติดปีสองปี หรือกระทั่ง ติดแบบทดลอง ระหว่างรอประกัน วันสองวัน อย่างสองอดีตรัฐมนตรีที่เพิ่งเจอประสบการณ์อย่าง คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นับเป็นผู้เชี่ยวชาญ สอนรุ่นน้องให้รู้จัก การยอมรับโทษรีบเข้าคุกไว้แต่เนิ่นๆ โอกาสที่ได้ลดโทษหลุดมา ก็จะยิ่งเร็วเป็นทวีคูณ ซึ่งต่อมาก็เห็นกันว่าเป็นจริงสถานที่ติดอยู่นั้น เรียก “เรือนจำ” ก็ได้ เพราะเมื่อพ้นออกมา คงจำได้ฝังใจลืมไม่ลงทุกคน.กิเลน ประลองเชิง