หากจะสมมติให้ สถานการณ์โควิด-19 รุกเข้าไทย นับตัวเลขเล่นๆ สมุทรสาครเป้าหมายที่ 1 ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด อีก 4 เมืองชายแดนเหนือ เชียงราย ตาก วกลงใต้ชายแดนติดมาเลเซีย ซึ่งกำลังประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมๆเข้าไปสงครามใหญ่ที่เรากำลังผจญหนนี้ เปรียบได้กับเมื่อ พ.ศ.2528 หลังรัชกาลที่ 1 สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเมืองหลวงสามปี พม่ายกทัพมาทุกทิศทุกทาง เรียกว่า สงครามเก้าทัพพม่ามีกำลังมากกว่าเราเท่าตัว รัชกาลที่ 1 ท่านใช้ยุทธวิธี ส่งทัพวังหน้าที่แข็งแรงปะทะ เหลือบ่ากว่าแรงนัก ก็ส่งทัพหนุน ค่อยๆเอาชนะพม่าไปทีละแห่ง...จนในที่สุด พม่าก็สู้ไม่ไหว แตกทัพถอยไปเองมีเกร็ดประวัติศาสตร์ เล่ากันไว้...แล้วก็จดจำเล่าขานต่อๆกันมา เมื่อไทยยันทัพใหญ่พม่าถอยไป จนพอตั้งหลักได้ รัชกาลที่ 1 ท่านสั่งให้ “วังหน้า” ยกทัพไปกำราบพม่า...ที่ยึดหัวเมืองภาคใต้ไว้หลายแห่งเมื่อทัพสมเด็จพระมหาบวรราชเจ้า ที่คนไทยเรียก “วังหน้า” ถึงหัวเมืองชุมพร ท่านก็พบว่า เจ้าเมืองชุมพร และเจ้าเมืองใต้ต่อๆไป ไชยา สุราษฎร์ นคร ฯลฯ ไม่มีเมืองใดกล้าสู้พม่า นำไพร่พลหนีเข้าป่าเอาตัวรอดกันไปทั้งสิ้น“วังหน้า” ทรงพิโรธ สั่งทัพรบชนะพม่าได้ในเวลารวดเร็วจับทหารพม่าเป็นเชลยจำนวนมากแต่แทนที่จะฆ่าทหารพม่าทิ้ง แต่ทรงใช้กโลบาย...เลือกทุ่งกว้าง สั่งทำคอกขังทหารพม่า แล้วก็ทรงป่าวร้องให้คนไทย พากันมาดู“พม่าตัวเล็กสองมือสองเท้า เท่าพวกมึง ใช่ว่าตัวมันใหญ่เหมือนยักษ์มาร หรือก็เปล่า”แท้จริง ทรงเจตนากู้ขวัญคนไทย ไม่ให้กลัวเกินไป ตั้งสติหันมาร่วมมือกันฮึดสู้พม่า คนไทยก็เล่าลือต่อๆกันไป จนทัพไทยรุกไล่พม่าถอยพ้นเขตแดนทุ่งโล่งกว้าง ที่วังหน้าพระยาเสือ ทรงขังเชลยไว้ คนไทยเรียกติดปากกันว่า “ทุ่งพม่าตากแดด”เวลาผ่านเลยไป คนภาคใต้ชอบพูดอะไรสั้นๆ ราวๆสมัย ร.4 ร.5 ถิ่นฐานย่านนั้น ถูกเรียกว่า “บ้านตากแดด”ถึงยุคที่คนไทยสนุกกับการเล่นคำผวน จะเกิดจากอิทธิพลของหนังสือเรื่อง “สัปปะลี้หวน” ที่พระเอกเป็นเจ้าชาย ทรงพระนาม “โคตวย” นางเอกเป็นเจ้าหญิง ทรงพระนาม “โหตี” หรือกระไรไม่ทราบพวกผู้ดีอยากเปลี่ยนชื่อคุ้นเคยผักบุ้ง ที่ผวนคำเป็น “พุ่งบัก” ให้ฟังเป็นคำสุภาพ เป็น “ผักทอดยอด”พอถึงคำ “ตากแดด” พวกคนคิดมากผวนคำแล้วกระดากใจ ดำริจะเปลี่ยนชื่อให้ฟังดูดี แต่หาคำเหมาะเจาะเหมาะใจยังไม่เจอ บังเอิญผู้รู้ท่านหนึ่งทักเล่าประวัติศาสตร์ ที่เป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึงวีรกรรมของวังหน้าพระยาเสือ ที่ทรงสั่งทำ “ทุ่งพม่าตากแดด” ไว้ปลุกปลอบใจคนไทยไม่ให้กลัวพม่า เพื่อช่วยกันกู้บ้านเมืองคำ “ตากแดด” จึงยังเหลือไว้ถึงวันนี้เท่าที่ผมยังจำได้ น่าจะเป็นสถานที่ที่วันนี้เป็นสถานีรถไฟ ก่อนจะถึง “ชุมพร”ผมเอาเรื่อง “ทุ่งพม่าตากแดด” มาเล่า เพื่อย้ำให้สะดุดคิดว่า ในสมรภูมิโควิด-19 สถานการณ์เลือดเข้าตา...การโหมประโคมให้ “กลัวและกลัว” อย่างเดียว...ทำให้คนไทยไม่กล้าออกจากบ้าน เกิดผลด้านตัดวงจรระบาดโรคได้ก็จริงแต่ต้องไม่ลืม ผลกระทบอีกด้าน ลูกจ้าง ไม่มีงานทำ ไม่มีการค้าขาย คนจนจะอดตาย ความกลัวจะก่อให้สังคมล่มสลาย ความหวังที่จะฟื้นคืนเศรษฐกิจ ก็จะยิ่งไกลออกไปความกลัว เกิดขึ้นได้ครับ แต่ต้องเป็นความกลัวอย่างมีสติ ผมอยากใช้คำว่า กล้าที่จะกลัวไม่ใช่กลัวจนลนลาน กลัวจนไม่กล้าทำอะไรเลย หมอ พยาบาล ตำรวจ ทหาร หรือนักข่าว ใครมีหน้าที่ก็ต้องทำ ชาวบ้านหากมีเหตุจำเป็น ก็ต้องทำ ทำอย่างระวังตัวกลัวภัย แล้วเราจะอยู่รอดไปด้วยกัน.กิเลน ประลองเชิง