สังคมไทย... คนไทยหลากสี ต่างความคิด ต่างความเห็นแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจนเกิดรอยร้าวแตกแยกในฐานความคิด มาดมั่นกันว่า...ใคร? ที่คิดต่างเห็นต่างก็เหมือนจะอยู่กันคนละฝั่ง สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องดีที่จะประสานรอยร้าวให้ผู้ที่เห็นต่างกันหันหน้าเข้าหากันสมานฉันท์กันได้ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) บอกว่า สำหรับคนไทยจำนวนมาก คำถามที่สำคัญคือ เราควรมีระบบการเมืองการปกครองแบบไหน และสถาบันกษัตริย์ควรมีบทบาทอย่างไร ซึ่งหลายฝ่ายก็ได้แสดงความเห็นตามความเชื่อของตนออกมา “เห็นได้ชัดว่ายังมีความแตกต่างกันทางความคิดอยู่มาก ซึ่งทุกฝ่ายควรพูดคุยกันต่อไปอีกระยะหนึ่งอย่างใจเย็นๆ และ...พยายามเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากขึ้น” โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ย่อมไม่มี “องค์กรทางการเมือง” หรือ “สถาบัน” ใดที่จะสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องปรับตัว และไม่มีองค์กรทางการเมืองหรือสถาบันใดที่จะสามารถอยู่ได้ หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ความพยายามที่จะหยุดยั้งไม่ให้เกิดการปรับตัวหรือ...กระทั่งพยายามย้อนกลับไปสู่อดีต 80-90 ปีก่อนนั้น น่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และจะสร้างความเสียหายใหญ่ให้เกิดขึ้น ถึงจุดหนึ่งเราอาจพบว่า...ยากที่การพูดคุยในบางประเด็นจะทำให้เกิดความเห็นพ้องต้องกันได้ และยากที่ฝ่ายหนึ่งจะสามารถโน้มน้าวใจให้อีกฝ่ายคิดและเชื่อเหมือนตนได้ในระยะเวลาอันสั้นดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องตอบคำถามสำคัญอีกข้อหนึ่งควบคู่ไปด้วยคือ เราจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างไร หากไม่สามารถเห็นพ้องต้องกันในประเด็นที่สำคัญ?“เพื่อนๆครับ ที่ผ่านมาผมไม่ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองบ่อยนัก เพราะไม่คิดว่าตัวเองมีความรู้มากไปกว่าผู้เชี่ยวชาญหลายๆท่านที่ได้ให้ข้อคิดเห็นไปแล้ว อย่างไรก็ตาม วันนี้ขอแสดงความคิดเห็นจากมุมมองส่วนตัวในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่เป็นห่วงต่ออนาคตของประเทศไทยของเรา”ดร.สมเกียรติ ย้ำว่า ที่มาของความห่วงใยคือ ความแตกต่างทางความคิดและความเชื่อของคนรุ่นต่างๆในสังคมไทยทุกวันนี้ทำท่าจะถ่างกว้างขึ้นทุกที โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหวมากคือ...บทบาทของสถาบันกษัตริย์ จนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรง และสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ที่อาจกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว จากการปะทะกันในการชุมนุมสาธารณะ หรือการเผชิญหน้ากันในพิธีการสำคัญต่างๆ ประเด็นที่อยากเสนอก็คือ...ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็คงต้องอยู่ร่วมกันในประเทศไทยต่อไป ไม่สามารถขับไล่หรือกำจัดอีกฝ่ายหนึ่งที่เห็นต่างออกไปได้ และเผลอๆคนที่เห็นต่างจากเราอาจเป็นคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทของเราเอง จึงขอฝากข้อคิด ข้อเสนอบางประเด็นดังต่อไปนี้ ให้เพื่อนๆช่วยกันขบคิด หาทางดำเนินการต่อไปหนึ่ง...อย่าไปคิดว่าความขัดแย้งทุกวันนี้มาไกลจนเลยจุดที่สามารถพูดคุย หรือหาข้อตกลงร่วมกันได้แล้ว เพราะอย่างน้อยก็โชคดีที่ความขัดแย้งในประเทศไทย เป็นเรื่องอุดมการณ์และความเชื่อทางการเมือง...ไม่ใช่เรื่องศาสนา หรือเรื่องเชื้อชาติ ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ยากกว่ามากสอง...ควรตระหนักว่า เราไม่มีทางเลือกอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาความแตกต่างทางความคิดได้ นอกจากจะพูดคุยกัน และใช้วิธีการทางประชาธิปไตยในการระงับข้อขัดแย้ง วิธีการแรกที่ควรทำคือ การใช้กระบวนการทางรัฐสภาในการถกอภิปรายกันอย่างสร้างสรรค์ โดยควรให้บทบาทหลักแก่สภาผู้แทนราษฎรในฐานะตัวแทนที่ชอบธรรมของประชาชน ในการหาทางออกร่วมกันให้แก่สังคม“หากกระบวนการทางรัฐสภาไม่ประสบความสำเร็จ ขั้นตอนต่อไปที่ควรทำคือการกลับไปถามประชาชน ในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง ผ่านการทำประชามติ ดังที่บางท่านเคยเสนอไว้ โดยเปิดให้แต่ละฝ่ายสามารถแสดงเหตุผลของตนได้อย่างเป็นธรรม ในบรรยากาศที่ปลอดภัย ไม่มีการคุกคามกัน”เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับผลของกระบวนการ ไม่ให้มีเรื่องค้างคาใจกันหลงเหลืออยู่เหมือนการทำประชามติ “รัฐธรรมนูญปี 2560”แน่นอน ทางเลือกนี้อาจไม่สามารถลดข้อขัดแย้งได้หมด แต่หากทุกฝ่ายยอมรับกระบวนการ สังคมไทยก็น่าจะพอเดินหน้าต่อไปได้ เหมือนการทำประชามติเรื่อง “เบร็กซิต” ของคนอังกฤษ ซึ่งแม้สุดท้ายอาจจะไม่เป็นประโยชน์สูงสุดต่ออังกฤษ แต่ก็เป็นการตัดสินใจร่วมกันของสังคม สาม...ไม่ว่ากระบวนการที่เป็นทางการข้างต้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ ควรมีการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการควบคู่ไปด้วยเสมอ โดยมีบุคคลหรือคณะบุคคลที่ฝ่ายต่างๆที่ขัดแย้งกันให้การยอมรับ เป็นตัวกลางในการพูดคุย ทั้งนี้ การพูดคุยกันดังกล่าวไม่ควรทำให้เอิกเกริก จนแต่ละฝ่ายถูกกดดันให้ไม่สามารถปรับเปลี่ยนท่าทีได้อาจมีคำถามว่า ใครจะเป็นตัวแทนที่ชอบธรรมของฝ่ายผู้ชุมนุมและผู้ต่อต้านรัฐบาล?และใครจะเป็นบุคคลหรือคณะบุคคลที่ฝ่ายต่างๆ ยอมรับ?...“คิดว่าประเด็นนี้ไม่ควรเป็นเรื่องใหญ่มากจนทำให้ไม่เกิดการพูดคุยกัน เพราะกระบวนการนี้ไม่เป็นทางการและไม่มีผลผูกมัดอยู่แล้ว”สี่...กระบวนการหาทางออกร่วมกันที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเป็นไปได้ ก็ต่อเมื่อมีบรรยากาศที่เปิดกว้างและปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็นของทุกฝ่าย จนสามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้นเรื่อยๆในเรื่องนี้ ดร.สมเกียรติ มีข้อเสนอต่อฝ่ายต่างๆดังนี้ เริ่มจาก...“ฝ่ายรัฐบาล” และ “ผู้มีอำนาจ” ควรยับยั้งชั่งใจในการใช้อำนาจให้มากขึ้น และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจขยายความขัดแย้งให้บานปลายออกไป เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลเริ่มมีท่าทีในทิศทางที่เป็นบวกมากขึ้นในช่วงหลังจากการยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงยกเลิก...การปิดสื่อมวลชน และปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมบางส่วน กระนั้นแล้ว...หากจะทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกันอย่างแท้จริง รัฐบาลควรปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุม ด้วยข้อกล่าวหาที่มีลักษณะทางการเมืองทั้งหมดออกมาและแสดงท่าทีที่เปิดกว้างที่จะรับฟังข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมอย่างแท้จริง โดยหลีกเลี่ยงการข่มขู่ทางกฎหมายทางฝ่ายผู้ชุมนุม ควรพยายามทำความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้ที่เห็นต่างมากขึ้น และหากจะแสดงออกในการคัดค้านรัฐบาลหรือเรียกร้องในเรื่องอะไร ควรเลือกเวลา สถานที่ ถ้อยคำและสัญลักษณ์ที่ใช้ให้เหมาะสม พยายามหลีกเลี่ยงการแสดงออกหรือการใช้สัญลักษณ์ที่ท้าทาย หรือถูกตีความได้ว่าเป็นการยั่วยุ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่อาจเกิดการเผชิญหน้า...ช่วยกันป้องกันการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบห้า...ไม่ว่าผลสรุปจะออกมาอย่างไร ฝ่ายที่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการก็ไม่ควรที่จะรุกไล่จนอีกฝ่ายกลายเป็นผู้แพ้ไปทั้งหมดและรู้สึกไม่ปลอดภัย ในขณะที่ฝ่ายหลังก็ควรยอมรับข้อสรุปที่เกิดขึ้นจากกระบวนการและ...หากต้องการที่จะเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของสังคมอีกในอนาคต ก็ควรใช้กระบวนการทางรัฐสภาหรือการลงประชามติเป็นหลัก“ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ หากเดินก้าวพลาดไปแล้วอาจทำให้เกิดความรุนแรงตามมา จนอาจมีประชาชนได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต หรือถูกละเมิดเสรีภาพอย่างร้ายแรง ตลอดจนเกิดความแตกแยกร้าวฉานระหว่างคนในครอบครัวและเพื่อนฝูง”ในสภาวะเช่นนี้...มีแต่การใช้ “เหตุผล”...“สติ”...“ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น” หรือ...อย่างน้อยความอดกลั้นต่อ “ความเห็นต่าง” และ “วุฒิภาวะ” เท่านั้น ที่จะทำให้เราสามารถก้าวเดินไปได้อย่างเหมาะสมและหลีกเลี่ยงความสูญเสียได้.