โชเฟอร์แท็กซี่ยกขบวน บุกกระทรวงทรัพยากรฯ เรียกร้องขอขยายอายุจาก 9 ปี เป็น 12 ปี ขณะที่กรมควบคุมมลพิษชี้ต้องคำนึงถึง ปัญหามลพิษทางอากาศ และผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่น PM 2.5 หลังมีผลศึกษามลพิษทางอากาศเกินมาตรฐานจำแนกตามอายุการใช้งาน 4-6 ปี ทำให้ เกิดมลพิษ 50 เปอร์เซ็นต์ อายุ 7-9 ปี มลพิษเพิ่ม เป็น 72.7 เปอร์เซ็นต์ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เมื่อวันที่ 9 พ.ย.กลุ่มเครือข่ายคนขับรถแท็กซี่ นำโดยนายศดิศ ใจเที่ยง นายกสมาคมแท็กซี่สาธารณะไทย และนายพัลลภ ฉายินธุ ประธานคณะกรรมการประสานงานรถยนต์นั่งสาธารณะ (แท็กซี่) ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นำรถแท็กซี่กว่า 100 คัน มาเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือขยายอายุรถแท็กซี่จาก 9 ปี เป็น 12 ปี เนื่องจากรายได้ลดลงจากปัญหาโควิด-19ต่อมานายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัด ทส. พร้อมด้วย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดี คพ. ได้เจรจากับ 2 ผู้นำเครือข่ายฯ แต่ผลยังไม่เป็นที่พอใจ เนื่องจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส. ให้ความกังวลเกี่ยวกับการปล่อยมลพิษฝุ่น PM 2.5 ทำให้กลุ่มคนขับแท็กซี่ปักหลักชุมนุมประท้วงอยู่ด้านหน้าของ ทส.จนกว่าจะได้พูดคุยกับนายวราวุธ เพื่อให้ทบทวนการพิจารณาต่ออายุรถแท็กซี่เป็น 12 ปีขณะที่นายอรรถพลเปิดเผยว่า การจะขยายบางส่วนในห้วงเวลา 3 ปี ต้องคำนึงถึงปัญหามลพิษทางอากาศ และผลกระทบต่อสุขภาพ จากฝุ่น PM 2.5 และต้องมีการตรวจสภาพตามหลักเกณฑ์มาตรฐาน เพราะมีการศึกษาแล้วว่ายิ่งรถเก่ายิ่งมีมลพิษสูง ทั้งนี้มีผลการสำรวจอัตราการระบายมลพิษของรถแท็กซี่ ปี 2561 จำแนกตามอายุการใช้งาน อายุไม่เกิน 3 ปี ค่าไฮโดรคาร์บอน (HC/ค่ามาตรฐานไม่เกิน 100 ppm) เฉลี่ย 53.9 ppm คาร์บอน มอนอกไซด์ (CO/ ค่ามาตรฐานไม่เกิน 0.5 เปอร์เซ็นต์) เฉลี่ย 0.3 เปอร์เซ็นต์ อายุ 4-6 ปี ค่าไฮโดรคาร์บอนเฉลี่ย 165.2 ppm และค่าคาร์บอนมอนอกไซด์ เฉลี่ย 0.31 เปอร์เซ็นต์ อายุ 7-9 ปี ค่าไฮโดรคาร์บอน เฉลี่ย 260.3 ppm และค่าคาร์บอนมอนอกไซด์ เฉลี่ย 1.31 เปอร์เซ็นต์ ด้านนายธงชัย พรรณสวัสดิ์ นักวิชาการอิสระ กล่าวถึงข้อเรียกร้องขยายอายุของรถแท็กซี่ว่า เป็นการเพิ่มปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะรถแท็กซี่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา PM 2.5 ที่กำลังเกิดขึ้น เพราะเป็นรถยนต์เก่า มีการใช้งานในอัตราค่อนข้างสูงกว่ารถปกติโดยทั่วไป การปล่อยมลพิษก็มากกว่ารถบ้านทั่วไปที่ใช้ก๊าซ LPG หรือ CNG เหมือนกัน แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้รถแท็กซี่มีรายได้ลดลงกว่าปกติ การขยายอายุการใช้งานของรถแท็กซี่จาก 9 ปี เป็น 12 ปี เป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยให้แท็กซี่สามารถทำมากินได้เพิ่มขึ้น รัฐบาลก็ควรจะให้การช่วยเหลือกลุ่มแท็กซี่ด้วย แต่จะต้องไม่ทำให้ไปมีผลกระทบกับกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง โดยทางออกที่มีความเป็นได้มี 2 แนวทาง แนวทาง 1 ปรับเปลี่ยนรถแท็กซี่เก่าที่ครบ 9 ปี เป็นรถแท็กซี่ไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้า เช่น 200,000 บาทต่อคัน ให้รัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่งอีก 100,000 บาท เป็นความรับผิดชอบของเจ้ารถแท็กซี่ ขณะเดียวกัน ทำให้เจ้าของรถแท็กซี่ไฟฟ้าสามารถวิ่งรถทำมาหากินได้ระยะเวลาที่อาจจะมากกว่า 3 ปี และแนวทางที่ 2 การจะต่ออายุรถแท็กซี่ที่หมดอายุก่อนอนุญาตต้องมีการตรวจสอบรถแท็กซี่ทั้งด้านโครงสร้างรถ ระบบความปลอดภัยและมลพิษโดยจะต้องผ่านเกณฑ์ที่กำหนดวันเดียวกัน รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมพร้อมรับมือปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 โดยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ติดตามเฝ้าระวัง จัดทำแผนเผชิญเหตุเพื่อความเข้มข้นในการแก้ปัญหาตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ อาทิ เข้มงวดตรวจจับรถควันดำเร่งระบายจราจร ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ตรวจสภาพและบำรุงรักษายานพาหนะ ควบคุมการเผาในที่โล่งและพื้นที่เกษตรอย่างเคร่งครัด ตรวจสอบและควบคุมการปล่อยมลพิษจากโรงงาน ป้องกันและลดปริมาณฝุ่นจากการก่อสร้าง เป็นต้น โดยพบคุณภาพอากาศใน กทม.เกินเกณฑ์มาตรฐาน เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ 1 พื้นที่ ได้แก่ ริมถนนสามแยกตรงข้ามป้อมตำรวจ ถนนมาเจริญ เพชรเกษม 8 เขตหนองแขม วัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้ 51 มคก./ลบ.ม.ขณะที่ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.ต่อมาในช่วงค่ำ ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส. ได้เดินทางเข้ามาพูดคุยกับตัวแทนกลุ่มแท็กซี่ประมาณ 1 ชม. จากนั้นนายวราวุธให้สัมภาษณ์ว่า จากการร่วมพูดคุยและยอมถอยกันคนละก้าว เพื่อช่วยคลี่คลายปัญหา ทั้งปากท้องและฝุ่นละออง โดยชาวแท็กซี่ที่มีอายุรถตั้งแต่ 9-12 ปี ยอมเสียสละที่จะตรวจสภาพรถให้ถี่ขึ้น โดยตรวจสภาพรถยนต์ทุกๆ 3 เดือน จากเดิมปีละ 3 ครั้ง เป็นปีละ 4 ครั้ง หากกลุ่มแท็กซี่หมั่นดูแลสภาพรถให้ดี มีการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง โอกาสจะสร้างมลพิษทางอากาศก็จะลดลงไปด้วย โดยตนจะยินยอมเซ็นเอกสารเลย และยื่นเรื่องเสนอ ครม.ในวันที่ 10 พ.ย.แต่หากไม่ทันก็จะเสนอเป็นสัปดาห์หน้าแน่นอน