เพื่อเป็นการสืบสานศิลปวัฒนธรรมและประเพณีไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กองทัพเรือ ฯลฯ จัดงาน “Bangkok River Festival 2020” ครั้งที่ 6 ภายใต้แนวคิด “รื่นเริง แสงศิลป์” ซึ่งภายในงาน ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน นักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร และภัณฑรักษ์ “นิทรรศการฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา” ได้มาร่วมเป็นวิทยากรรับเชิญกิตติมศักดิ์ในงาน “River Talk” เสวนาสายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย ณ ท่าล้ง 1919 (Lhong 1919) เมื่อเร็วๆนี้ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน ได้บอกเล่าในมุมมองที่สนใจเรื่องคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของชาติว่า เหตุผลที่สนใจเรื่องศิลปวัฒนธรรม เพราะเป็นเด็กลูกครึ่งไทย-ฝรั่ง และอยู่ที่นิวยอร์กมากว่า 10 ปี ทำงานด้านแฟชั่นวัฒนธรรมศิลปะ แต่ไม่เคยเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยเลย ซึ่งเราเป็นลูกครึ่งไทยแต่เราไม่รู้จักความเป็นไทยเลย ตอนที่เพิ่งเรียนจบก็อยากทำอะไรที่น่าสนใจ มีสีสัน ร่วมสมัย เลยทำด้านแฟชั่น ด้านพีอาร์ แต่พอเข้าไปทำจริงแล้วรู้สึกเป็นงานที่ไม่ได้อยากทำ เพราะเรียนมาด้านวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ เลยทำให้อยากกลับไปทำสายงานโดยตรงที่เราเคยเรียนมาเรื่องของวัฒนธรรมไทย และอยากเข้าใจถึงวัฒนธรรมไทย เพราะเรารู้สึกสับสน และไม่เข้าใจตัวเองเท่าไหร่ ว่าความเป็นไทยหมายถึงอะไร นี่คือเหตุผลแรก ทีแรกอยากช่วยคนแต่ก็คิดว่าเราอยากเข้าใจจิตใจตัวเองก่อน เข้าใจวัฒนธรรมของตัวเราเอง เลยเริ่มต้นที่กรมศิลปากร เพราะเป็นองค์กรที่ดูแลเรื่องของแหล่งประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทั้งหมด สำหรับ ตำแหน่งที่ทำงานหลักของตน มองว่าเป็นนักประวัติศาสตร์สอนและเผยแพร่ประวัติศาสตร์ ในเครื่องมือที่ไม่มีใครใช้มาก่อน ท่านผู้หญิงสิริกิติยาเล่าต่อว่า ทำงานที่กรมศิลปากรมา 5 ปี ตอนนี้ก็ชอบ ในช่วงแรกการทำงานในระบบที่ไม่คุ้นเคย แม้จะเป็นเด็กไทยคุยภาษาไทยที่บ้าน ต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ และต้องอ่อนน้อม และบางทีสิ่งที่เราต้องการ และสิ่งที่จะออกมา วิธีที่คิดและวิธีที่คนปฏิบัติงาน ไม่ควรหวังว่าจะไปตามแนวคิดของเราคนเดียว เพราะแนวคิดแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ตอนนี้รู้สึกชอบ สนุก และมีผู้เชี่ยวชาญมาเยอะ พร้อมกันนี้ ท่านผู้หญิงสิริกิติยายังได้ยกตัวอย่างสำคัญจากนิทรรศการฟิล์ม กระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา ว่านับเป็นครั้งแรก ที่ทำงานเกี่ยวกับภาพถ่ายเก่า ซึ่งใช้เวลา 3 เดือนเรียนรู้เรื่องการอ่านภาพ เขียนคำบรรยายภาพ เพื่อเขียนในหนังสือและนิทรรศการ ซึ่งในส่วนของนิทรรศการ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือเราต้องสื่อสารออกไปอย่างไรเพื่อให้คนเข้าใจ หน้าที่ของเราคือต้องคัดเลือกสิ่งที่คนอื่นมองข้าม สิ่งที่สามารถเล่าเป็นเรื่องได้ และอธิบายสิ่งที่คนนึกไม่ถึง เช่นจะมีบางภาพที่คนไม่ได้เลือก เช่นภาพห้องทำงานของรัชกาลที่ 7 ซึ่งในมุมมองของช่างภาพคนอื่นอาจคิดว่าภาพนี้ ไม่สวย แต่ส่วนตัว มองว่าภาพ 1 ภาพล้วนแต่มีความหมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่ามุมมองที่มองภาพ เรามองว่ามีความสวยของภาพ บางทีคนอื่นอาจมองข้าม อยากขอฝากเรื่องประวัติศาสตร์ ซึ่งความจริงแล้วเป็นเรื่องของคนในแต่ละยุคสมัยที่ได้สืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีคนรุ่นเก่าที่ถ่ายภาพเหล่านี้เราจะไม่ทราบว่าอดีตเป็นอย่างไร ซึ่งการที่จะสืบทอดไปยังอนาคต ก็คงต้องฝากให้คนรุ่นปัจจุบันได้ขับเคลื่อนเรื่องราวประวัติศาสตร์เหล่านี้ต่อไป.