จากเสียงเรียกร้องจากกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ให้ลาออกจากนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เลยสวนกลับว่า “ผมทำผิดอะไร” เพราะไม่รู้ตัวว่าทำผิด ขณะนี้ก็ยังทำอยู่ นั่นก็คือการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เพื่อสลายการชุมนุมโดยสงบ ของกลุ่มเยาวชน และจับกุมคุมขังแกนนำถึง 74 คนแต่นายกรัฐมนตรียืนยันว่าไม่ได้ทำผิด เพราะทำตามกฎหมาย และอำนาจหน้าที่ แต่บรรดาผู้ที่ยึดมั่นในประชาธิปไตย ถือว่าเป็นความร้ายแรงทางการเมือง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการ กกต. ถึงกับระบุว่า “หมดความชอบธรรมในการปกครองประเทศ” เพราะใช้กำลังสลายการชุมนุมที่สงบ เมื่อคืนวันที่ 16 ตุลาคมไม่ต้องย้อนกลับไปพูดถึงการกระทำในอดีต เช่น การยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และพยายามสืบทอดอำนาจทุกวิถีทาง รวมทั้งใช้กลไกของรัฐธรรมนูญ ที่ “ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา” ส่วนในปัจจุบัน นอกจากประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงแล้ว ยังตั้ง “กองอำนวยการร่วมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง” (กอร.ฉ.)เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้รับผิดชอบแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉินได้ออกคำสั่งให้ กสทช. และกระทรวงดิจิทัลฯ ตรวจสอบเนื้อหาและสั่งระงับรายการ ระงับการเผยแพร่ และลบข้อมูลคอมพิวเตอร์บางส่วนที่เผยแพร่โดยสื่อ 4 องค์กร เช่น วอยซ์ ทีวี เป็นการลิดรอนเสรีภาพสื่อ ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่แต่ต้องถือว่าเป็น “การกระทำที่ถูกต้อง” เมื่อนายกรัฐมนตรี สั่งตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทบทวนคำสั่งระงับการออกอากาศต่างๆของสื่อ โดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนเป็นสำคัญ แต่ให้ดำเนินการกับสื่อที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จ บิดเบือน ยุยงปลุกปั่น ที่จำเป็นต้องปิดก็ต้องปิด ยังยึดมั่นหนทางอำนาจนิยมขนานแท้มีคำถามว่าการสั่งให้ตรวจข่าว การห้ามเสนอข่าว และการสั่งปิดสื่อ เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่ รัฐธรรมนูญมาตรา 35 ห้ามนำข่าวให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาที่ เรียกว่า “เซ็นเซอร์” จะกระทำมิได้ เว้นแต่ในเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม สถานการณ์ฉุกเฉินไม่ใช่สงครามรัฐธรรมนูญมาตราเดียวกัน ระบุชัดเจนว่า “การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนอื่น เพื่อลิดรอนเสรีภาพ...จะ กระทำมิได้” เป็นบทบัญญัติที่ห้ามสั่งปิดสื่อมวลชนโดยเด็ดขาด แต่ให้ดำเนินคดีเป็นรายๆได้ รัฐบาลที่ฝ่าฝืนอาจถูกกล่าวหา จงใจใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ และถูกตรวจสอบตามมาตรา 234 หรือไม่?