ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง ประเทศไทยได้รับยกย่องเป็นหนึ่งในโลกที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ดี แต่ต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤติเศรษฐกิจ แม้แต่โควิดก็ยังวางใจไม่ได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ จู่ๆก็มีข่าวหนุ่มดีเจไทยติดเชื้อ หลังจากที่ประเทศไทยปลอดการแพร่ระบาดนานถึง 101 วันกรณีหนุ่มดีเจก่อความงุนงง แม้แต่ในวงการแพทย์ เนื่องจากหนุ่มคนนี้ไม่มีประวัติการเดินทางไปต่างประเทศ แต่เป็นดีเจในผับที่อาจมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ทั้งยังมีข่าวนักฟุตบอลจากอุซเบกิสถานติดเชื้อหลังจากเดินทางมาไทยและถูกกักตัวตามกติกา และมีรายงานข่าวคนเกาหลีและญี่ปุ่น ที่เดินทางกลับประเทศติดไวรัสโควิดเป็นเครื่องเตือนสติคนไทยจะต้องยอมรับว่าโควิดอาจจะยังอยู่กับเราอีกไม่รู้นานแค่ไหน ประเทศไทยยังไม่ถึง เวลาประกาศ “ชัยชนะ” เหมือนกับเมื่อหลายปีก่อนที่ประกาศชัยชนะสงครามปราบปรามยาเสพติด หลังจากที่มีการฆ่า ตัดตอนกว่า 2,500 ศพ แต่อีกแค่ 3 เดือน ยาเสพติดก็กลับมา และอาจจะหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าเดิมขณะนี้โลกทั้งโลกยังตกอยู่ในกองเพลิงโควิดมฤตยู โควิดยังแพร่ระบาดอยู่ทั่วโลก เช่น เมื่อวันที่ 11 กันยายนวันเดียว มีผู้ติดเชื้อถึง 3 แสนราย สหรัฐอเมริกายังครองแชมป์โลกติดเชื้อสูงสุด 6.5 ล้านราย ตามด้วยอินเดียที่มาแรงแซงบราซิลขึ้นมาเป็นอันดับ 2 มีผู้ป่วย 4.5 ล้านคน เสียชีวิตทั่วโลกถึง 1,913,222 รายประเทศไทยจึงต้องไม่ประมาท หรือการ์ดตกโดยเด็ดขาด แม้จะมีผู้ติดเชื้อเพียง 3 พันเศษ และเสียชีวิตเพียง 58 คน ไม่มีคนเสียชีวิตจากโควิดติดต่อกันมาหลายเดือน คนไทยยังต้องดำเนินชีวิตแบบ “นิวนอร์มอล” ต้องสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ ต้องรักษาระยะห่าง และล้างมือ จนกว่าจะมียาวิเศษคือวัคซีนขณะนี้ทั่วโลกกำลังแข่งกันพัฒนา วัคซีนป้องกันโควิดหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน สหราชอาณาจักรหรืออังกฤษ และแม้แต่ประเทศไทย วัคซีนกลายเป็นการเมืองทั้งภายใน และระหว่างประเทศ เช่น รัสเซียประกาศชัยชนะ ผลิตวัคซีนได้ก่อนใคร ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์เร่งให้ผลิตวัคซีนได้ก่อนวันเลือกตั้งหมายความว่าสหรัฐฯต้องผลิตวัคซีนได้ก่อนวันที่ 3 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อให้คะแนนนิยมทรัมป์วิ่งให้ทันคู่แข่ง คือ โจ ไบเดน แต่องค์กรผู้พัฒนาวัคซีนจับมือกัน ประกาศจะไม่เร่งผลิตวัคซีนโดยเด็ดขาด จนกว่าจะมั่นใจว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ จะไม่ยอมเป็นเครื่องมือนักการเมือง โดยเด็ดขาด.