วันเสาร์สบายๆวันนี้ไปคุยเรื่อง “ผู้สูงอายุ” กันสักวันนะครับ ปีหน้าไทยจะเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” เต็มตัวแล้ว ประชากรไทย 68 ล้านคน จะมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 14 ล้านคน การดูแลผู้สูงอายุในสังคมและในบ้าน จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าลูกหลานในบ้านควรจะเข้าใจก็คือ “การพูดเสียงดังของผู้สูงอายุ” ที่ลูกหลานอาจเข้าใจผิดจนกลายเป็นเรื่องทะเลาะกันในครอบครัวบ่อยๆเรื่องนี้ผมนำมาจากหนังสือ “คู่มือผู้สูงวัย” เพื่อรับมือกับผู้สูงอายุอย่างเข้าใจ เป็นหนังสือที่ผู้สูงอายุควรอ่าน ลูกหลานที่มีผู้สูงอายุในบ้านก็ควรอ่าน หนังสือเล่มนี้เขียนโดย คุณฮิระมะสึ รุอิบ่อยครั้งที่ผู้สูงอายุไม่ตอบในสิ่งที่คู่สนทนาถาม ทำให้คู่สนทนาคิดไปต่างๆนานา แต่ในความเป็นจริง กว่าครึ่งของผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไปจะมีภาวะหูตึง ทำให้ “ไม่ได้ยิน” ไม่ใช่ “ไม่ฟัง” บางคนเห็นพ่อแม่ยังดูโทรทัศน์ได้ตามปกติ คงไม่เป็นไร แต่คนมีอายุจะเริ่ม “ฟังเสียงบางอย่างไม่ค่อยชัด” ไม่ใช่ไม่ได้ยินเลย คนหูตึงมักรับเสียงสูง ได้ยาก โดยเฉพาะเสียงของผู้หญิง บ่อยครั้งที่ผู้สูงอายุหันไปฟังคนอื่นพูด แต่กลับไม่สนใจเมื่อลูกสาวหรือลูกสะใภ้พูด ทำให้ลูกเกิดความโมโหว่า ทำไมพ่อแม่ไม่ฟังฉันพูดบ้าง แกล้งไม่ได้ยินแน่ๆในทางวิทยาศาสตร์ เสียงพูดคุยของมนุษย์มีความถี่ตั้งแต่ 500-2,000 เฮิรตซ์ เสียงยิ่งสูง ตัวเลขยิ่งมาก คนวัยกลางคนอายุ 50 ปี ความสามารถในการฟังเสียงแต่ละช่วงความถี่ อาจจะไม่ต่างกัน ไม่ว่าเสียงต่ำเสียงสูงฟังได้ชัดเจนเท่ากัน แต่เมื่อมีอายุ 60 ปีขึ้นไปแล้ว จะเริ่มได้ยินเสียงสูง (2,000 เฮิรตซ์) ยากกว่าเสียงต่ำ (500 เฮิรตซ์) ถึง 1.5 เท่า หมายความว่า จะได้ยินเสียงผู้หญิงเบากว่าเสียงผู้ชาย 1.5 เท่า นั่นเองดังนั้น การพูดและสนทนากับผู้สูงอายุจึงควรพูดโดยใช้โทนเสียงต่ำ จะทำให้อีกฝ่ายฟังได้ง่ายขึ้น พูดให้ช้าลง และพูดจากด้านหน้า รับรองว่าผู้สูงอายุได้ยินชัดเจนแน่นอน ในช่วงนี้ทุกคนต้องใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันไวรัส แต่เวลาจะพูดกับผู้สูงอายุ ควรจะถอดหน้ากากอนามัยออกก่อนเสมอ จะช่วยให้ผู้สูงอายุได้ยินคำพูดชัดเจนขึ้นปัญหาของผู้สูงอายุอีกอย่างก็คือ “พูดเสียงดัง” โดยเฉพาะในที่สาธารณะ เช่น บนรถไฟฟ้า รถประจำทาง สาเหตุที่ต้องพูดเสียงดัง เพราะหูไม่ดี ผู้สูงอายุมักจะไม่ได้ยินเสียงพูดของตนเองและผู้อื่น จึงไม่รู้ตัวว่ากำลังพูดเสียงดังเกินไป ทำให้บางกรณีผู้อื่นเข้าใจผิดคิดว่าเราโกรธ หลายคนอาจคิดว่าตนพูดคุยไปตามปกติเท่านั้น ไม่ได้พูดเสียงดังผู้สูงอายุไม่ใช่แค่พูดเสียงดังขึ้นเท่านั้น แต่ยังรู้สึกรำคาญเสียงต่างๆง่ายขึ้นด้วย เช่น เสียงเด็ก เสียงสุนัขเห่า ความรู้สึกจะรุนแรงกว่าคนหนุ่มสาวหูของผู้สูงอายุ นอกจากจะฟังเสียงความถี่สูงได้ยากขึ้นแล้ว บางครั้งยังพบว่าได้ยินเสียงดังกว่าปกติ ทั้งที่เสียงดังนั้นอยู่ในระดับปกติของคนทั่วไป จากผลสำรวจในญี่ปุ่นพบว่า ผู้สูงวัย 70 ปีขึ้นไป รู้สึกว่าเสียงรอบตัวหนวกหูมากขึ้นร้อยละ 70 หมายความว่าผู้สูงอายุมักได้ยินเสียงความถี่สูงน้อยกว่าปกติ แต่เมื่อเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้น ก็จะได้ยินเสียงวิ้งเสียดแก้วหู ยิ่งมีอาการหูตึงรุนแรงเท่าไหร่ การฟังเสียงโดยรวมก็จะยากขึ้น การได้ยินเสียงความถี่สูงแล้วรู้สึกไม่ดีก็ยิ่งรุนแรงขึ้นการป้องกันบรรเทาอาการหูตึง สามารถเริ่มได้จากอาหารการกิน ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า แมกนีเซียม เป็นธาตุที่ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการหูตึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปริมาณแมกนีเซียมที่ผู้ชายควรรับใน 1 วันก็คือ 320 มิลลิกรัม ผู้หญิง 270 มิลลิกรัม รวมทั้ง วิตามินซี วิตามินอี ก็มีประโยชน์ต่อหู อีกวิธีหนึ่งที่ดีก็คือ รับประทานอาหารให้อิ่มแค่ 80% ของกระเพาะ จะช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายและหูได้ก็หวังว่าลูกหลานและสังคมจะเข้าใจมากขึ้น ทำไมผู้สูงอายุชอบพูดเสียงดัง?“ลม เปลี่ยนทิศ”