ค่าโง่! โครงการ “โฮปเวลล์” ที่รัฐต้องจ่ายมูลค่ารวมทั้งสิ้น 25,411 ล้านบาท จากเงินค่าก่อสร้างและค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวม 11,888 ล้านบาท แต่เมื่อรวมดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5 จะอยู่ที่อีกกว่าเท่าตัวหมื่นกว่าล้าน...ยอดรวมค่าโง่ทั้งหมดจึงตกอยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาทเข้าใจง่ายๆ ก็คือ “เงินต้น” หมื่นกว่าล้าน บวกดอกเบี้ยอีกเท่าตัวที่ “รัฐ” ต้อง “จ่าย” กระเป๋าบานใครไม่รู้ก็ให้รู้เอาไว้เสียด้วย “ค่าโง่” โครงการใหญ่ยักษ์ระดับประเทศนี้ผูกโยงสัญญาเอาไว้กับรัฐบาล เมื่อศาลตัดสินแล้วแน่นอนว่าเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องจ่ายหากแต่ประเด็นสำคัญ ขีดเส้นใต้เน้นตัวหนาให้เห็นกันชัดๆ ก็คือ “ดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5” สมเหตุสมผลแล้วกระนั้นหรือ ในยุคที่ดอกเบี้ยเงินฝากประจำต่ำเตี้ยติดดินอยู่ที่เพียงร้อยละ 1 นิดๆ อาจารย์สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย บอกว่า ดอกเบี้ยที่ว่านี้นับปรับกันไปตามระยะเวลาเป็นคดีความ ร้อยละ 7.5 ทบไปเรื่อยๆ ทุกวัน“อย่าลืมว่าปีนี้โดน...ปีต่อไปก็โดนอีกทบไปเรื่อยๆ”“ดอกเบี้ยลูกหนี้ผิดนัดร้อยละ 7.5” คนทั่วๆ ไปอาจจะไม่เข้าใจถ้าไม่เจอกับตัวเองก็คงไม่รู้ หากกรณีเป็นรายบุคคลก็ว่ากันไป แต่กรณีนี้เป็นเรื่องใหญ่ “โครงการเมกะโปรเจกต์” ของรัฐ...มีมูลค่าความเสียหายมหาศาล“เมื่อบวกกับระยะเวลาฟ้องร้องเป็นคดีความ กว่าจะตัดสินสิ้นสุดด้วยแล้ว...ตัวเลขดอกเบี้ยผิดนัดจึงมหาศาลยิ่งนัก”“โฮปเวลล์” ค่าโง่ขนาดนี้ คนไทย...ลูกหลานไทยเกิดขึ้นมาลืมตาดูโลก ก็มีหนี้สินติดตัวกันแล้ว จะใช้หนี้กันไปอีกนานเท่าไหร่ ไม่มีใครรู้ เพราะหนี้ที่รัฐต้องจ่ายทุกบาททุกสตางค์ก็มาจากเงินภาษีประชาชนคนไทยทุกคน“เอาความจริงมาพูดกัน จริงๆ ก็มีค่าโง่อื่นๆ อีก ไม่เฉพาะโครงการโฮปเวลล์เท่านั้น โครงการคลองด่าน ทางด่วนบางปะกง บางนา...ก็โดนไปแล้ว” อาจารย์สนธิ ว่า “ยุคนี้...ก็อาจจะโดนคดีค่าโง่เหมืองทองอัครา ไมนิ่งอีกก็เป็นได้ในเร็วๆ นี้” โครงการใหญ่ๆ ระดับประเทศผูกสัญญากับรัฐบาล ใกล้ตัวล่าสุดที่เกิดขึ้นแล้วก็ “โฮปเวลล์” สภาพที่เห็นเหลือสภาพเสาตอม่อเป็นอนุสรณ์ความโง่ทางกระบวนการยุทธศาสตร์ชาติ แล้วยังต้องมาจ่ายค่าโง่ด้วยเงินตราเช่นนี้แล้ว เบื้องลึกเบื้องหลัง...ก็อดคิดไม่ได้ว่า มีลับลมคมในอะไรบางอย่างเมื่อครั้งในอดีตที่ผ่านมา...จนผกผันกลั่นตัวกลายเป็น...การที่ “รัฐ” เซ็นสัญญาในอดีตเพื่อต้องจ่าย “ค่าโง่” ในปัจจุบันหรือไม่ ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ใครจะมีมากน้อยแค่ไหนอย่างไรนั้นก็ว่ากันไปตามมุมมอง ข้อมูลที่มีอยู่ในมือหากแต่ อาจารย์สนธิ เห็นว่า โครงการเมกะโปรเจกต์โฮปเวลล์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยรัฐมนตรี มนตรี พงษ์พานิชแล้ว ยุครัฐบาลชาติชาย ปัญหาสำคัญก็คือ...ไม่มีสัญญาสิ้นสุด ไม่ได้บอกว่าโครงการจะเสร็จเมื่อไหร่...เงื่อนปัญหาสำคัญคือที่โฮปเวลล์เป็นที่ของการรถไฟ รถไฟอยู่ตรงไหนก็เป็นที่โฮปเวลล์หมด“การเวรคืนก็มีปัญหาก็เบี้ยวหมดไม่ยอมย้าย บางแห่งกว่าจะเวนคืนย้ายออกกันไปได้ก็ช้า ใช้เวลานานมาก กระทั่งสุดท้าย...ก็มีปัญหา การรถไฟส่งที่ให้โครงการช้า จะด้วยเล่ห์สนกลในอะไรหรือเปล่า ไม่มีใครทราบ แต่เมื่อช้าแล้วก็มีปัญหาการเดินหน้าโครงการ เอามาอ้างได้ด้วยเหตุผลอันชอบธรรม”ต่อมาปี 2540 ยุคต้มยำกุ้ง...เศรษฐกิจไม่ดี ทุกอย่างก็ชะลอไป ตอนหลังก็ไปยกเลิกเลย สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ฯ เขาก็ฟ้อง...ข้อสำคัญคือเหตุผลในการยกเลิก ต่อสู้ฟ้องร้องกันในศาลก็มีผลกระทบถึงดอกเบี้ยเดินไปเรื่อยๆ ยิ่งนานก็ยิ่งบาน...คดีสิ้นสุดแล้วก็เหลือแค่ต่อรอง ผ่อนชำระกันไปเรื่อยๆ“ดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5” ควรปรับลดให้ทันยุคทันสมัยหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 “ดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5” ตามกระบวนการจริงๆ เราสามารถปรับแก้กฎหมายได้ เป็น พ.ร.บ. แก้ได้ ส.ส.เข้าสภาฯพิจารณา 3 สภาให้คนเห็นความสำคัญถึงความร้ายแรงของการเสีย “ดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5” “กระบวนการคร่าวๆ กรณีแรก ส.ส.ต้องทำเรื่องให้หน่วยราชการเขียนกฎหมายขึ้นไป แล้วนำเข้า ครม.เห็นชอบ สมมติว่ากระทรวงพาณิชย์ร่างขึ้นมา ครม.เห็นชอบปั๊บก็เข้ากฤษฎีกาปรับแก้ แล้วก็ผ่านเข้าสภาฯให้ ส.ส.เห็นชอบก็จบแล้ว ยิ่งยุคนี้บอกตรงๆ ว่ายิ่งเป็นเรื่องง่าย”สำคัญแต่ว่า...จะมีใครให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหนฝากความหวังให้ผู้มีอำนาจในบ้านเมือง หยิบเรื่องนี้มาพิจารณาอย่างจริงจัง “ดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5” สำคัญมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อรัฐต้องจ่ายค่าโง่ด้วยเม็ดเงินมหาศาลอย่าปล่อยให้ใครแอบแฝงหากินกับเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐ กับการปล่อยให้โครงการมีปัญหาจนถูกฟ้องร้องยืดเยื้อ...จนถูกปรับ คิดดอกเบี้ยเป็นเงินก้อนโตฟ้องร้องเป็นคดีกันแบบยาวๆ ยืดๆ เยื้อๆ เป็น “มหากาพย์” รู้อยู่เต็มอก อย่างไรกางสัญญาออกมาดู รัฐก็แพ้สถานเดียว นอกจากต้องจ่ายค่าโง่แล้วยังแถม “ดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5” เอามาเจือจานธุรกิจพวกพ้อง ดีกว่า...เอาเงินก้อนไปฝากกินดอกเบี้ยธนาคารไม่รู้กี่เท่าตัวคิดแบบไม่โง่...หากได้ทำสัญญาค่าโง่โครงการใดสำเร็จแล้วก็ยิ่งกว่าเสือนอนกิน เงินก็แทบไม่ได้ลงทุนไปสักเท่าไหร่...รอจังหวะแค่ผิดนัดแล้วก็ฟ้อง โครงการหยุดปิดฉาก...รอหลายๆ ปีก็งอกเงย ผลิดอกออกผล“ดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5”...อย่างค่าโง่โฮปเวลล์ หมื่นกว่าล้าน... กินกันจุใจ“ดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5” ควรปรับตามสภาวะเศรษฐกิจ สถาบันการเงิน เท่าทันยุคสมัยอย่างที่สุด คำถามสำคัญมีว่า...ไม่มีใครพูดถึงเรื่อง “ดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5” ค่าโง่เม็ดเงินมหาศาลนี้เลย เพราะเหตุใดกัน?เขา (อาจ) ไม่คิดว่าจะโง่ รัฐจะต้องมาเสียค่าโง่...(ขนาดนี้) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดบทลงโทษครอบคลุมผู้กระทำผิด บังคับใช้ทั่วไป แน่นอนว่า...มาตราบังคับ “ดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5” นายทุนได้ประโยชน์ชัดเจน ไม่มีใครอยากจะออกโรงมาแก้ชัวร์ๆฉะนั้น...อาจจะต้องมีการทำประชาพิจารณ์ ใช้พลังภาคประชาชนผลักดันย้ำว่า...มุมมอง “ดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5” ค่าโง่โฮปเวลล์ต้องยอมรับว่าเป็นเงินที่มหาศาลจริงๆ ยิ่งในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ด้วยแล้ว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งภาระที่หนักหนาสาหัสทางเศรษฐกิจของประเทศชาติโลกเราวันนี้ ยุคสมัยหนึ่ง...เงินทองเหลือกินเหลือใช้ คนขนเงินไปฝากแบงก์ จนแบงก์รับฝากไม่ไหว แบงก์เมืองนอกคิดค่าฝากเงิน...กับเศรษฐีกันมานาน แบงก์ไทยปากว่าตาขยิบ ใจหนึ่งอยากได้เงิน อีกใจไม่อยากจ่ายดอกเบี้ย...เพราะหาคนกู้เงินไม่ได้ ที่ผ่านมาก็มีเค้าลาง...กำลังจะคิดค่าฝากเงินอยู่รอมร่อแต่อัตราดอกเบี้ยผิดนัด...ก็ยังงอกงามคงที่ 7.5...“ดอกเบี้ย” สูงกว่าดอกเบี้ยโลกอย่างนี้มองอย่างเป็นธรรม “ดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5” ดีที่สุดควรเป็นไปสมเหตุสมผลตามสภาวะปัจจุบัน ปรับเปลี่ยนกฎหมายให้ทันสมัยไม่ล้าหลัง.