เงื่อนปมปัญหาในบาง “คดี” ที่จำเลย เป็นผู้บริสุทธิ์ “ตกเป็นแพะรับบาป” ที่เกิดจากการโดนกลั่นแกล้งใส่ความ สาเหตุเพราะเป็นชาวบ้านไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ทำให้เป็นฝ่ายเสียเปรียบต่อสู้แก้ต่าง เพื่อปกป้องความบริสุทธิ์ของตนในชั้นศาล ที่มักเกิดขึ้นสะท้อนสังคมไทยอยู่บ่อยครั้งทำให้จำเป็นต้องมี “ทนายความ” ที่ต้องมีหน้าที่ช่วยให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชนผู้เดือดร้อนนี้ แม้ว่า...“คนนั้นอาจทำผิดจริง” แต่ก็ยัง ต้องได้สิทธิต่อสู้คดีเหมือนผู้อื่น ในการต่อสู้ปกป้องผลประโยชน์ของตนเองในสิทธิการมี “ทนายความคดีอาญา” ถูกรับรองตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 68 วรรค 3 บัญญัติว่า...รัฐพึงให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็น และเหมาะสมแก่ผู้ยากไร้ หรือผู้ด้อยโอกาส ในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม รวมตลอดถึงการจัดหาทนายความให้แม้แต่ ป.วิ.อาญา มาตรา 7 ทวิ (1) บัญญัติว่า...ผู้ต้องหามีสิทธิพบและ ปรึกษาทนายความ จึงแปลได้ว่า ผู้ถูกควบคุมมีสิทธิพบและปรึกษาทนายความได้ในชั่วโมงแรกของการควบคุมตัว ในคดีอาญา เริ่มตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน ชั้นพิจารณา จนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาตัดสินคดีทว่า...ในสังคมก็เหมือน “เหรียญที่มีสองด้าน” เช่นเดียวกับ “สังคมทนายความ” ก็มีทั้ง “สายขาวและสายดำ” ในส่วน “สายขาว” ต่างทำหน้าที่ใช้กฎหมายเป็นตัวแทนผู้มีอรรถคดี ไม่ว่าจะเป็นทนายความจำเลย หรือทนายความโจทก์ คอยทำหน้าที่ร่วมกับพนักงานสอบสวน ศาล อัยการเพื่อช่วยในการผดุงความเป็นธรรมให้ “คดีความ” เป็นไปอย่าง “ยุติธรรม” มากที่สุดแต่ก็มีส่วนเล็กๆที่ถูกกล่าวอ้างว่า...“เป็นสายดำ หรือคนขาดจริยธรรม” ใช้ตำแหน่งหน้าที่การเป็น “ทนายความ” ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ.2529 ที่เป็นต้นทางของการทุจริต ยักยอกเงิน หรือการเอาเงินลูกความไปใช้โดยมิชอบ...โดยเฉพาะเรื่องการ “แอบอ้างวิ่งเต้นคดี” ในการทำให้เกิดช่องทางของการหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนผู้เดือดร้อนทางคดีที่เกิดขึ้นบ่อยๆจนมีการตั้งคำถามว่า...“ทนายความ” คือ ผู้ให้ความช่วยเหลือคนทำผิด ให้หลุดพ้นจากความรับผิด หรือเป็นผู้ใช้ช่องว่างกฎหมาย ทำให้ผิดเป็นถูก และทำถูกให้เป็นผิด จากการหวังประโยชน์สินจ้างจริงหรือไม่...?เรื่องมีคำตอบในการปฏิบัติหน้าที่อาชีพทนายความ ทัศไนย ไชยแขวง อุปนายกฝ่ายต่างประเทศ สภาทนายความฯ บอกว่า “ทนายความ” คือบุคคลมีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับกฎหมาย ที่ทำหน้าที่แทน “ตัวความ” หรือ “ลูกความ” ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ในกระบวนการพิจารณาต่างๆ ทั้ง “คดีแพ่ง” และ “คดีอาญา”ตั้งแต่เริ่มต้นคดี...จนถึงการนำเสนอพยานหลักฐานขึ้นสู่ “ชั้นศาล” หรือการยื่นคำฟ้อง คำร้อง และคำแถลงต่างๆ รวมไปถึงการซักถาม ถามค้าน ของคู่ความฝ่ายตรงข้ามกับฝ่ายที่อ้างพยานนั้น เพื่อรักษาผลประโยชน์ของลูกความให้ดีที่สุดตามที่กฎหมายกำหนดไว้...แต่ด้วย...“ทนายความ” ไม่ใช่ข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมที่ได้รับเงินเดือนประจำ ดังนั้น การทำหน้าที่แทนตัวความนี้จำเป็นต้องมีการว่าจ้างกันขึ้น ซึ่งเป็นสิทธิของทนายความเองด้วยว่า...จะรับว่าความหรือไม่ก็ได้ เพราะเป็นข้อสัญญาจ้างตาม ป.แพ่ง ม.587 เมื่อมีเจตนาตรงกันนิติกรรมสัญญาย่อมเกิดขึ้นได้...แม้ในคดีอาญา...เช่น คดียาเสพติด ข่มขืน หรือคดีฆาตกรรมโหดเหี้ยมสะเทือนขวัญ ก็เป็นอิสระในการรับจ้าง “ว่าความ” เมื่อรับแล้วก็ย่อมรักษาผลประโยชน์ของคู่ความอย่างเต็มที่กลายเป็นข้อสงสัย...ในการทำหน้าที่ของทนายความที่รับว่าความคดีลักษณะเช่นนี้และมีข่าวลือด้วยซ้ำว่า...“ทนายความ” รับว่าความในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด อาจต้องถูกจับจ้องของหน่วยงานรัฐ ที่ต้องสงสัยเข้าไปอยู่ในขบวนการหรือไม่ แต่ก็ยังไม่มีข้อเท็จจริงปรากฏขึ้นจริงแน่ชัด...เรื่องนี้ต้องยอมรับว่า...“คดีอาญา” บางคดียังไม่มีข้อยุติ หรือพฤติการณ์ที่ฟังได้ว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยกระทำความผิด แต่กระแสโซเซียลฯ กลับปลุกปั่นประโคมเหตุการณ์เกินกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ทำให้ “ผู้ตกเป็นผู้ต้องหา” ต้องถูก “ตีตรา” เป็นผู้มีพฤติกรรมโหดร้าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเพราะตามกฎหมายการที่จะฟังได้ว่า “จำเลยกระทำผิด” ได้นั้นก็ต้องได้รับการพิสูจน์โดยปราศจากข้อสงสัยว่ากระทำผิดจริงอีกทั้ง “ผู้ต้องหาบางคน” อาจไม่ได้กระทำความผิดก็ได้ เพราะข้อ เท็จจริงยังไม่ได้พิสูจน์ ดังนั้น “ทนายความ” ต้องทำหน้าที่รักษาความยุติธรรม ด้วยการนำเสนอข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ทำความจริงให้ปรากฏตามข้อเท็จจริง เพื่อ “ศาล” จะได้ใช้ดุลพินิจลงโทษ “คนทำผิด” ให้เหมาะสมกับการกระทำความผิดที่ได้ก่อขึ้นนั้น“มีบางกรณี...ที่ตกเป็นข่าวในสังคม แต่สุดท้าย “ศาล” มีคำพิพากษายกฟ้องคดี เพราะจำเลยไม่ได้กระทำความผิดจริง การทำหน้าที่ของ “ทนายความอาชีพ” ต่างมีเจตนารมณ์เดียวกัน คือ การปกป้องสิทธิลูกความ และการใช้สิทธิต่อสู้คดีตามกฎหมายกำหนดไว้ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด” ทัศไนยว่าตามหลักแล้ว...“ทนายความอาชีพ” ต่างมีความมุ่งหวังให้ความเป็น “ธรรมต่อตัวลูกความ” มากกว่าผลการเอาชนะคดี เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ก็จะเป็นเครื่องบ่งบอกถึง “ความถูกต้องนั้น”นั่นคือ “ความยุติธรรม” ที่ต่างฝ่ายต่างได้รับจากการเสนอข้อเท็จจริงสู่กระบวนการยุติธรรม ในช่วงที่ผ่านมา...“การทำหน้าที่ของทนายความ” ก็มีประชาชนร้องเรียนกล่าวหาเกี่ยวกับมรรยาททนายความ เพื่อให้มีการตรวจสอบอยู่ตลอด ความผิดมรรยาทนี้ที่ถูกร้องเรียน ก็มีตั้งแต่กระทำการอันเป็นการยุยง ส่งเสริมให้เป็นคดีความ แม้บางคดีจะสามารถพอที่จะพูดคุยตกลงกันได้ ก็แนะนำให้มีการฟ้องร้องกันขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องของ “คดีไม่มีทางชนะ” กลับบอกตัวลูกความสามารถทำให้คดีชนะแน่นนอน มีการอวดอ้างว่า ตัวเองเก่งกาจมีความสามารถกว่าทนายความคนอื่นในการว่าความ หรือการทำคดี หรืออ้างว่ารู้จักกับตำรวจ อัยการ ศาล ที่รับผิดชอบสำนวนคดีนี้ สามารถวิ่งเต้นให้เปลี่ยนแปลงผลของคดีได้และอ้างว่าสามารถวิ่งเต้นให้ไม่ฟ้องคดี เปลี่ยนข้อหาทางคดีให้หนัก หรือเบาได้ โดยมีการเรียกค่าใช้จ่าย ที่เรียกว่า “ตระบัดสิน” คือ การกระทำ ฉ้อโกง ยักยอกเงิน หรือการทุจริตในการเอาเงินลูกความไปโดยมิชอบ ลักษณะนี้เป็นการกระทำบ่งบอกขาดจริยธรรม เพราะมุ่งหวังเอาประโยชน์จากความเดือดร้อนของบุคคลผู้มีอรรถคดีมีข้อสังเกตจาก “การว่าจ้างทนายความ” มักมี “เรตราคา” ตามความเหมาะสมกันอยู่แล้ว ถ้า “การว่าจ้าง” มีอัตราสูงมากผิดปกติ ก็อาจสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องเรียนได้ว่ามีการเรียกรับเพื่อวิ่งเต้นคดี ทำให้คณะกรรมการมรรยาทฯ เข้าดำเนินการตรวจสอบโดยไม่ต้องมีคนร้องเรียนก็ได้ เพราะเป็นความผิดร้ายแรงหากมีความผิดจริง...ก็จะมีบทลงโทษสูงสุด คือ การลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความประเด็นสำคัญ...“ตระบัดสิน” ไม่ใช่มีบทลงโทษเฉพาะ “ลบชื่อ” ออกจากสารบบทะเบียนเท่านั้น แต่ยังอาจจะมีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวกับฐานความผิด “ฉ้อโกง หรือยักยอกเงิน” ด้วย โดยบุคคลผู้ที่ส่งมอบทรัพย์ให้ในการกล่าวอ้าง “วิ่งเต้น” ย่อมเป็นผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีกับ “ทนายความคนนั้น” ตามกฎหมายได้อย่างไรก็ตาม... “ทุกสังคม” ก็มีคนประพฤติไม่อยู่ในทำนองคลองธรรมอยู่เสมอ เช่นเดียวกับ “สังคมทนายความ” ที่มีสมาชิกราว 8 หมื่นคนทั่วประเทศ ที่ต้องผ่านการสอบภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ และการอบรมจริยธรรมและมรรยาททนายความ แต่มีคนกลุ่มน้อย...ไม่ปฏิบัติตามมรรยาททนายความ ถูกตรวจสอบลงโทษกันอยู่แต่เชื่อว่า...“ทนายความ” รู้หลักการทำหน้าที่ตามขั้นตอนของกฎหมายดีอยู่แล้ว เพราะมิเช่นนั้นจะก่อให้เกิดผลเสียต่อตัวเอง ต้องกลายเป็นผู้กระทำความผิดเสียเองด้วยซ้ำ ส่วน “ประชาชน” ถ้ามีความรู้สึกเกิดข้อพิพาทกับ “ทนายความ” เห็นว่า “ถูกละเมิดสิทธิ” สามารถร้องมายังสภาทนายความฯ ได้ตลอดเวลาจึงขอสรุปเรื่องนี้ว่า...“ทนายขาว หรือทนายดำนั้น” เชื่อว่า... “ไม่มีมูลอยู่จริง” แต่เท่าที่เห็น...ทุกคนยืนหยัดทำหน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ทุกประการ.