ข้อมูลจาก United Nations World Population Ageing ระบุว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ หรือ Aging Society ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2564 ที่สัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เกิน 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่เร็วกว่าประเทศอื่นๆตามมาด้วย อิตาลี เยอรมนี และ สวีเดนพญ.นาฏ ฟองสมุทร ผู้ เชี่ยวชาญการจัดการด้านผู้สูงอายุ (Senior Living Specialist) ในฐานะกรรมการบริหารโอเทียม ลิฟวิ่ง จำกัด บอกว่า เราจะเห็นการเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบจริงๆน่าจะประมาณอีก 2 ปีข้างหน้า ที่ประชากรสูงอายุจะเพิ่มขึ้นปีละ 1 ล้านคน ขณะที่มีเด็กเกิดใหม่เพียงปีละ 5-6 แสนคน ส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการแพทย์ ที่มีผลทำให้ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น “การเพิ่มขึ้นของประชากรวัยสูงอายุอย่างรวดเร็ว ที่เรียกว่า Population Tsunami เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมความพร้อมอย่างมาก คนที่เข้าสู่อายุวัยเกษียณจะมี Demand ในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังแข็งแรงที่เรียกว่า Active Senior นอกจากต้องการความปลอดภัยเรื่องที่อยู่อาศัยแล้ว ยังต้องการความแข็งแรง เพื่อการมีชีวิตที่มีคุณภาพด้วย”คุณหมอนาฏ บอกว่า กลุ่มประชากรสูงอายุในชนบท ปัญหาในเรื่องความต้องการอาจจะน้อยกว่าผู้สูงอายุในเมือง การเกิดขึ้นของโอเทียม ลีฟวิ่ง คือ การพยายามจัดบริการให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้สูงอายุที่ยังแอ็กทีฟ แต่ต้องการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย มีบุคลากรด้านสุขภาพ เช่น พยาบาล ดูแล มีกิจกรรมที่เหมาะสม “ที่เราเริ่มทำตอนนี้ คือ ใช้คอนโดมิเนียมในโครงการริเวอร์ไรน์ ซึ่งอยู่ติอกับแม่น้ำเจ้าพระยา มารีโนเวทเพื่อทำเป็น Retirement Community ซึ่งอาจจะมีระบบการจัดการมากกว่าความต้องการที่ผู้สูงอายุต้องการ มีกิจกรรมที่ส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม เพื่อกระตุ้นร่างกายและสมอง รวมทั้งกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายในน้ำ เวิร์กช็อป รวมทั้งกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น อโรม่า เธอร์ราปี” คุณหมอนาฏบอกและที่มากไปกว่ากิจกรรมต่างๆ คุณหมอนาฏ บอกว่า ในโครงการของโอเทียม ลิฟวิ่ง ริเวอร์ไรน์ มีการนำนวัตกรรม DoCare Protect เป็นระบบการทำงานที่มีการติดตั้งอุปกรณ์เซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหว (Motion Sensor) ไว้ภายในห้อง โดยเฉพาะห้องน้ำและห้องนอน โดยระบบจะส่งข้อมูลจากการประมวลผลกิจกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัย รวมถึงส่งสัญญาณเพื่อขอความช่วยเหลือ (SOS Alarm) ไปยัง Care Center ซึ่งดูแลโดยพยาบาลวิชาชีพที่คอยให้คำปรึกษาในเบื้องต้น รวมถึงประสานงานไปยังโรงพยาบาล สำหรับให้ความช่วยเหลือในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ตลอด 24 ชั่วโมง เรียกว่า เหมือนกับโรงพยาบาลเสมือนจริงหรือ Virtual Hospital บนโลกออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ด้าน อรฤดี ณ ระนอง CEO ไนน์ เอสเตท ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ บอกว่า ปกติทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เรื่องบ้าน และคอนโดมิเนียม แต่หลังจากที่ได้ไปดูงาน Senior Living ที่ประเทศอังกฤษ จึงเกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะทำที่พักอาศัยสำหรับคนกลุ่มนี้ ซึ่งกำลังเป็นเมกะ เทรนด์ทั่วโลก และจำนวนคนกลุ่มนี้ก็จะเพิ่มขึ้นแบบเท่าตัว โดย World Bank คาดการณ์ว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า ไทยจะมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 37.1% หรือคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดอรฤดี เล่าว่า เมื่อคิดจะทำ Senior Living ก็เริ่มทำวิจัยเล็กๆกับคนอายุ 50-75 ปี ให้นักวิจัยจากอังกฤษมาทำโฟกัสกรุ๊ป ในฮ่องกง กรุงเทพฯ และภูเก็ต ซึ่งก็ได้ข้อมูลความต้องการของคนกลุ่มนี้ว่า ถ้าจะมีที่อยู่อาศัยหลังเกษียณ เขาจะคำนึงถึงทำเล ที่ตั้ง ความเป็นชุมชน การที่สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพิง ความปลอดภัยด้านสุขภาพ และกิจกรรม เลยได้ไอเดียที่มาเริ่มต้นที่ริเวอร์ไรน์ ซึ่งในแง่ของการลงทุน อาจจะมีวิธีคิดไม่เหมือนการทำคอนโดมิเนียมทั่วๆไป อย่างขนาดของห้องก็ต้องกว้างกว่าปกติ ส่วนการออกแบบ Senior Living ส่วนใหญ่ จะมีการ ออกแบบที่เป็นมาตรฐาน (Universal Design Standard) อยู่แล้ว แต่เราเอาเทคโนโลยีและการดูแลเข้ามาเสริม โดยเฉพาะการดูแลด้านการแพทย์และสุขภาพ “เริ่มต้นคนไทยอาจไม่คุ้นกับโมเดลแบบนี้ เราอาจเริ่มจากการปล่อยเช่าระยะยาวก่อน ให้ทดลองอยู่ยังไม่ต้องซื้อ ถ้าชอบก็มาทำสัญญาแบบระยะยาวๆเริ่มต้นจาก 3 ปี 5 ปี 10 ปี 15 ปี แล้วแต่ความต้องการ” อรฤดี บอกและว่า ขณะนี้เราเริ่มมีกิจกรรมเวิร์กช็อปเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้รู้จักโครงการและโมเดลของ Senior Living แบบนี้มากขึ้น โดยอาจจะโทร.เข้ามาสอบถามได้ที่เบอร์ 06-2923-4578 หรือ แอดไลน์ที่ไลน์ไอดี @riverineretirement ก็ได้ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยว่า แผนการลงทุนพัฒนาโครงการ Retirement Community ขนาดใหญ่ ในทำเลที่กระจายตัวในชานเมือง และต่างจังหวัด น่าจะส่งผลให้มูลค่าการลงทุนโครงการ Retirement Community ระหว่างปี 2561-2563 คิดเป็น 6,000 ล้านบาท และหนุนให้มูลค่าการลงทุนโครงการ Retirement Community สะสมในประเทศไทยแตะระดับ 27,000 ล้านบาทได้ในปี 2563 จากในปัจจุบันที่อยู่ที่ 21,000 ล้านบาท โดยผู้สูงวัยที่เป็นเป้าหมายของการใช้ชีวิตในชุมชนแบบนี้ คือกลุ่มที่ยังพึ่งพาตนเองได้ และแอ็กทีฟเชื่อว่า ชีวิตนิว นอร์มอล หลังจากนี้คนทั่วโลกรวมทั้งคนไทยจะเริ่มวางแผนใช้ชีวิตวัยเกษียณที่ Retirement Community มากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสในวิกฤติหลังโควิด-19 ผ่านพ้นไป.