การใช้จ่ายเงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด-19 กำลังเป็นที่จับตาตรวจสอบจากทุกภาคส่วน หลังถูกแฉว่าโครงการกว่าครึ่งเป็นโครงการย้อมแมว ใช้เวลาเขียนโครงการแค่ 2-3 วัน ไม่ได้ไปสำรวจความต้องการของชาวบ้าน แต่เอาแผนงานโครงการเก่ามาเปลี่ยนชื่อแล้วเติมคำว่าโควิด-19 ต่อท้าย หลายโครงการไม่มีความจำเป็น ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เช่น พาเด็กไปเที่ยว พาคนในชุมชนไปดูงานเงินกู้ก้อนนี้เป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่คนไทยทุกคนยันรุ่นลูกรุ่นหลานต้องร่วมกันรับผิดชอบ จึงมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาล เปิดเผยรายละเอียดทุกโครงการ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมตรวจสอบ ขณะเดียวกันสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาติดตามการใช้จ่ายด้วย งานนี้คงต้องตามเช็กกันอีกยาวแต่ในขณะที่ทุกภาคส่วนพุ่งความสนใจไปที่เงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ปรากฏว่าการใช้จ่ายงบประมาณปกติก็มีบางโครงการเริ่มส่งกลิ่นไม่สู้ดี เช่น การประมูลโครงการถมทะเลเพื่อพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) วงเงินกว่า 20,000 ล้านบาท ชักทำท่าทะแม่งๆเสียแล้วโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการนำเข้าและส่งออกสินค้าตามแผนการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) หากทำสำเร็จจะเพิ่มความสามารถในการขนส่งตู้สินค้าจาก 7.7 ล้านตู้ต่อปี เป็น 18.1 ล้านตู้ต่อปี เพิ่มความสามารถในการขนส่งรถยนต์จาก 2 ล้านคันต่อปี เป็น 3 ล้านคันต่อปี และเพิ่มสัดส่วนการขนส่งตู้สินค้าผ่านท่าโดยรถไฟทั้งหมดของท่าเรือแหลมฉบังจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 30งานที่ กทท.จะต้องลงทุนสำหรับโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 มีอยู่ 4 ส่วน ได้แก่ 1.ส่วนงานก่อสร้างทางทะเล 2.ส่วนงานก่อสร้างอาคาร ท่าเทียบเรือ ระบบถนน และระบบสาธารณูปโภค 3.ส่วนงานก่อสร้างระบบรถไฟ 4.ส่วนงานจัดหา ประกอบและติดตั้งเครื่องจักร และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศการประมูลงานส่วนที่ 1 ตั้งราคากลางไว้ 21,780 ล้านบาท กทท.เปิด ให้เอกชนซื้อซองประกวดราคาไปตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา มีเอกชนสนใจซื้อไป 28 ราย โดยจัดให้มีการยื่นข้อเสนอและเสนอราคาไปเมื่อวันที่ 7 พ.ค. ในรูปแบบ e–bidding หรือประมูลผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ใครเสนอราคาต่ำสุดจะเป็นผู้ชนะการประมูลผู้เข้าร่วมประมูลเสนอราคามี 3 กลุ่มประกอบด้วย 1.กลุ่มอิตาเลียนไทย จับมือกับไชน่า ฮาร์เบอร์ ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน 2.กลุ่มสี่แสงการโยธา จับกับกลุ่มริเวอร์ เอ็นจิเนียริ่ง และกลุ่มเดเมจากประเทศเนเธอร์แลนด์ 3.กลุ่มนทลิน ร่วมกับพรีมา มารีน และกลุ่ม Zhonggang Construction จากประเทศจีนผลการประมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ผู้ที่เสนอราคาต่ำสุด ถูกกว่าราคากลางประมาณ 10% แต่จนป่านนี้ผ่านมาเดือนกว่าแล้ว กทท.ยังไม่ยอมประกาศผู้ชนะการประมูลเสียทีในแวดวงผู้รับเหมาลือกันให้แซดว่า สาเหตุที่ กทท.ยื้อเวลาไว้เพราะมี ขาใหญ่ที่หากินใน กทท.มาเนิ่นนาน ต้องการล้มประมูล เพื่อให้มีการจัดประมูลใหม่อีกรอบ หวังให้กลุ่มบริษัทที่แพ้ประมูลได้แก้มืออีกครั้ง โดยมี ผู้บริหาร กทท.บางคน แอบช่วยเตะถ่วงเพื่อสร้างเงื่อนไขในการล้มประมูลผมเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังก็หวังว่าจะไปถึงหู คุณอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม ในฐานะผู้กำกับดูแล กทท. เมื่อทราบข้อมูลแล้วจะได้ลงมาตรวจสอบ อย่าให้เกิดข้อเคลือบแคลงอีก ถ้าปล่อยให้เตะถ่วงอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ประเทศจะสูญเสียโอกาสในการแข่งขันกับต่างประเทศอย่าลืมว่าโปรเจกต์ยักษ์แบบนี้ผู้เข้าร่วมประมูลล้วนแต่เบอร์ใหญ่ทั้งนั้น เมื่อชนะประมูลกันแฟร์ๆแล้ว หากโดนกลั่นแกล้งตัดสิทธิ ก็คงไปร้องศาลปกครองกับ ป.ป.ช.ตามสูตร.ลมกรด