นายก อบจ.ปราจีน ฮั้วประมูลก่อสร้าง อีกรายเป็นวิศวกรสะพานพังคนตายป.ป.ช.มีมติชี้มูลฟัน “บังอร วิลาวัลย์” นายก อบจ.ปราจีนบุรี กับพวก 19 ราย ฮั้วประมูลงานก่อสร้าง 15 โครงการมูลค่า 52.5 ล้านบาท เรียกหัวคิว 8-9% แลกชนะการประมูล ส่งคนสกัดคู่แข่งที่ไม่ยอมจ่าย ตำรวจเข้าสวมรอยจับคาหนังคาเขาไม่เปิดขายใบประมูลให้บริษัทอื่น อีกราย “วรพจน์ นุชิต” วิศวกรรับรองปลอมแบบแปลนใช้อุปกรณ์ไร้มาตรฐานสร้างสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ 5 เดือนพังถล่มทำคนเจ็บ-ตาย โดนทั้งอาญาและวินัยร้ายแรง ส่วนอดีตนายกเทศมนตรีตำบลท่าหลวงไม่สั่งงดใช้สะพานมรณะรอดไม่ผิด ม.157ฉาวโฉ่อีก 2 โครงการก่อสร้างภาครัฐระดับท้องถิ่นที่เกิดการทุจริต ล่าสุดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลเอาผิดกับนายก อบจ.ปราจีนบุรี ฮั้วประมูลงาน ส่วนอีกรายเป็นวิศวกรคุมงานสร้างสะพานใน จ.พระนครศรีอยุธยา ผิดแบบพังถล่มจนคนเสียชีวิตและบาดเจ็บเมื่อปี 2556 เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่สำนักงาน ป.ป.ช.นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะ โฆษก ป.ป.ช. แถลงว่า ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนางบังอร วิลาวัลย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)ปราจีนบุรี น้องสาวนายสุนทร วิลาวัลย์ อดีตส.ส.ปราจีนบุรีและอดีต รมช.สาธารณสุข อาของนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ พร้อมกับพวกรวม 19 ราย กรณีดำเนินโครงการก่อสร้างของ อบจ.ปราจีนบุรี จำนวน 15 โครงการ ในปี 2555 โดยมิชอบนายนิวัติไชยกล่าวว่า จากการไต่สวนพบว่า นางบังอรได้ประกาศประมูลจ้างเหมาก่อสร้างซ่อม แซมถนน คอสะพาน งานขุดลอกคลองงาน 15 โครงการวงเงิน 52.5 ล้านบาท โดยมอบหมายให้ตัวแทนไปประชุมกับผู้รับเหมาในเขตพื้นที่เพื่อตกลงแบ่งโครงการ 15 โครงการให้ผู้รับเหมาแลกกับการให้ผู้รับเหมาจ่ายค่าฮั้วประมูล 8-9% ของราคากลางจึงเป็นผู้ชนะการประมูลทำสัญญากับ อบจ.และยังมีการส่งคนไปขัดขวางบริษัทอื่นที่ไม่ตกลงจะฮั้วประมูลไม่ให้เข้าซื้อเอกสารประกวดราคา โดยกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (บช.ภ.2) ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบร่วมกับตัวแทนห้างหุ้นส่วนจำกัดแห่งหนึ่งไปซื้อเอกสารประมูลงานก่อสร้าง 15 โครงการดังกล่าว แต่ถูกขัดขวางมิให้เข้าซื้อเอกสาร โดยมีการให้เงินตำรวจนอกเครื่องแบบเพื่อมิให้ซื้อเอกสารประมูลงาน ป.ป.ช.จึงมีมติว่า การกระทำของนางบังอรกับพวก มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 มาตรา 151 และมาตรา 157 และผิดตาม พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ให้ส่งเรื่องต่ออัยการดำเนินการส่งฟ้องศาล พร้อมส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาถอดถอนออกจากตำแหน่งต่อไป นายนิวัติไชยกล่าวว่า นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังชี้มูลความผิดนายวรพจน์ นุชิต วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ กรณีการก่อสร้างสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ที่ ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ไม่เป็นไปตามแบบ เป็นเหตุให้สะพานพังถล่ม มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเมื่อปี 2556 โดยพบว่านายวรพจน์เป็นผู้รับผิดชอบตรวจสอบรับรองแบบแปลนการก่อสร้างสะพานดังกล่าวในปี 2553 แต่ไม่ก่อสร้างสะพานให้เป็นไปตามแบบแปลน ใช้อุปกรณ์ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน และปลอมแปลงผลการรับรองคุณภาพสะพาน เมื่อก่อสร้างสะพานเสร็จผ่านไป 5 เดือนได้พังถล่มลงมา มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากนายนิวัติไชยกล่าวว่า ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติว่า นายวรพจน์มีมูลความผิดทางอาญา ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และมีมูลความผิดวินัยร้ายแรง ส่วนนายเชษฐา ปทุมรังสี นายกเทศมนตรีตำบลท่าหลวงในขณะนั้น เห็นว่าไม่มีมูลความผิดทางอาญาเพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขแบบก่อสร้างสะพาน อย่างไรก็ตาม การปล่อยปละละเลยให้ใช้สะพานที่ชำรุดหลายครั้ง โดยไม่สั่งปิดสะพานถือเป็นการฝ่าฝืนสวัสดิภาพประชาชนตาม พ.ร.บ.เทศบาลพ.ศ.2496 จึงมีมติส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องต่อศาลที่เกี่ยวข้องต่อไปผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างการแถลงข่าวของ ป.ป.ช.นายอนุนาท เสือสมิง บิดาของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สะพานถล่มเข้ามาทวงถาม ป.ป.ช.เรื่องการเอาผิดอดีตนายกเทศมนตรีตำบลท่าหลวง ที่ไม่ประกาศปิดสะพาน โดยเห็นว่านายเชษฐาควรมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ด้วย รวมถึงเร่งให้ติดตามตัวนายวรพจน์ที่หลบหนีคดีไป