ธนาคารน้ำใต้ดิน...ได้ยินกันมาพอสมควร ขุดหลุมเพื่อเปิดทางให้น้ำไหลซึมเข้าไปเก็บฝากในชั้นใต้ดิน เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับแปลงเกษตรแต่ยังมีธนาคารน้ำอีกแบบ...เขื่อนจิ๋ว หรือ MICRODAMหลายคนไม่ค่อยคุ้น เพราะเป็นเรื่องใหม่ในวงการเกษตรและการอนุรักษ์ป่าไม้...ทำเพื่อใช้เป็นแนวกันไฟป่า และฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมให้กลับมามีชีวิต โดยใช้หลักการเดียวกันกับธนาคารน้ำใต้ดิน “ประเทศไทยมีปริมาณน้ำฝนที่ตกลงเฉลี่ยปีละ 1,400 มม. หรือมีน้ำฝนหล่นลงมาจากฟ้าปีละ 5 แสนล้าน ลบ.ม. แต่เรากลับไม่ได้สนใจที่จะกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์เต็มที่ เลยมีแนวคิดทำเขื่อนจิ๋วมาตั้งแต่ปี 2550 เพราะเป็นคนภาคเหนือ ช่วงฤดูแล้งเห็นปัญหาไฟป่าและหมอกควันมายาวนาน ต้องการที่จะแก้ไขปัญหานี้”นายอุดม รินคำ นักวิชาการอิสระ วัย 68 ปี บ้านหนองแหย่ง ต.หนองแหย่ง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เล่าถึงที่มาของเขื่อนจิ๋ว...เริ่มทำในที่ดินแถวๆบ้านก่อน ด้วยการขุดหลุมดักน้ำแบบเบ้าขนมครก ขุดเป็นหลุมๆ กว้าง 4 นิ้ว ลึก 1 ฟุต ฝนตกลงมาน้ำขังตามหลุมทำให้เกิดความชุ่มชื้นเมื่อเห็นผลดี ขยายการทดลองไปทำในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า และขยายพื้นที่กระจายไปทั่วเชียงใหม่ เข้าป่าขึ้นดอยเพื่อทดลองดูว่าวิธีการนี้จะช่วยสร้างความชุ่มชื้นเป็นแนวกันไฟให้กับป่าได้หรือไม่ สุดท้ายโดนเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไล่จับ เลยย้ายไปทำที่ อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นที่ดินเสื่อมโทรมจากการทำไร่ข้าวโพดของเพื่อน...เพราะสภาพเหมือนป่าเสื่อมโทรมทั่วไปในภาคเหนือ เป็นเขาหัวโล้น มีปัญหาน้ำป่าไหลหลากทุกปี เลยขุดหลุมเขื่อนจิ๋วเพื่อลดปริมาณน้ำและชะลอความเร็วของน้ำที่ไหล ลงมาจากป่าเขา...ป้องกันการสูญเสียหน้าดิน และกักเก็บน้ำให้ซึมลงดินการทดลอง...เขื่อนจิ๋วที่ทำขึ้นมา มีหลายรูปแบบ ทั้งหลุมกลม หลุมสี่เหลี่ยม หลุมสามเหลี่ยม ขนาดกว้างและลึกแตกต่างกันไป มีทั้งใช้แรงงานคนขุด ใช้เครื่องมือขนาดเล็ก ไปจนถึงรถแทรกเตอร์ขุดขุดเสร็จแล้ว นำกิ่งไม้ ใบไม้แห้งมาใส่ให้เต็มหลุม รอเวลาให้น้ำไหลผ่านซึมลงใต้ดิน...ต่างจากธนาคารน้ำใต้ดิน ที่ใช้เศษหิน เศษวัสดุ มาเติมให้เต็มหลุม ผ่านไป 2 ปี พบว่าเขื่อนจิ๋วทุกรูปแบบสามารถใช้เป็นแนวกันไฟที่มีประสิทธิภาพ ทั้งยังเป็นการเพิ่มปริมาณการดูดซึมน้ำฝนลงสู่ชั้นใต้ดิน เพราะการขุดหลุมเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวให้น้ำซึมได้มากขึ้น และน้ำฝนที่ไหลมารวมตัวกันในหลุมจะมีเวลามากพอที่จะไหลซึมลงสู่ชั้นใต้ดินได้มากกว่าน้ำหลากที่ไหลผ่านผิวดินหลังฝนตกในหลุมเขื่อนจิ๋วมีน้ำขัง มีความชื้น มีอาหารแร่ธาตุไหลมารวมอยู่ในหลุม เกิดมีไส้เดือนที่ก้นหลุม มีแมลงมาอาศัยอยู่ มีกบ เขียด อึ่งอ่าง สัตว์เลื้อยคลาน ตามมาสมทบกินแมลงเป็นอาหาร และเพิ่มจำนวนออกลูกออกหลานได้มากขึ้น จนกลายเป็นแหล่งอาหารโปรตีนของคนในพื้นที่“ผลที่ได้จากการทดลอง เราพบว่า ขนาดหลุมเขื่อนจิ๋วที่เหมาะสมที่สุด ควรจะเป็นหลุมขนาดเล็ก ใช้แรงงานคนในพื้นที่ ใช้เครื่องมือง่ายๆ เช่น จอบ เสียม ขุดให้มีขนาดกว้าง 4 นิ้ว ลึก 70 ซม. ขุดห่างกันหลุมละ 2-3 ม. พื้นที่ 1 ไร่ จะขุดได้ประมาณ 200-300 หลุม แต่ละหลุมจะกักเก็บน้ำได้ 100 ลิตร เพราะขุดหลุมใหญ่ไปมากกว่านี้จะทำให้สัตว์ป่าตกหลุมได้รับบาดเจ็บได้” นายอุดม ยังบอกด้วยว่า การขุดหลุมเขื่อนจิ๋วเพื่อการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม สามารถนำมาปรับใช้กับพื้นที่เกษตรเสื่อมโทรมทั่วไปได้อีกด้วยทั้งนี้ จุดสำคัญที่สุดในการทำเขื่อนจิ๋ว...นั่นคือ การเลือกตำแหน่งที่จะขุดถ้าเป็นพื้นที่ราบลุ่ม ไม่มีปัญหาสามารถทำได้เลย...แต่หากเป็นพื้นที่ลาดชัน ควรขุดเขื่อนในตำแหน่งขวางทางน้ำไหล โดยการสังเกตหลังฝนหยุดตก เห็นแนวน้ำฝนไหลผ่านตรงจุดไหนให้ขุดตรงจุดนั้น เท่านั้นเองจึงเป็นอีกแนวคิดที่อยากให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วไทย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่ที่ไม่สามารถทำเกษตรกรรมได้ เพื่อกักเก็บน้ำปีละ 5 แสนล้านคิวไว้ในแผ่นดินนี้ให้ได้มากที่สุด และลดการไหลทิ้งลงทะเลไปอย่างสูญเปล่านอกจากนั้น วิธีนี้ใช้แรงงานคนช่วยกันขุดได้ รัฐไม่ต้องลงทุนควักจ่ายมาก...ลงทุนต่ำและน่าจะได้น้ำมากกว่าจ่ายสร้างเขื่อนยักษ์ ที่ทำให้ชาวบ้านต้องมาขวัญผวากับแผ่นดินไหวทำเขื่อนพัง. ไชยรัตน์ ส้มฉุน