วันเสาร์สบายๆวันนี้เป็น “วันเด็กแห่งชาติ” ซึ่งจัดกันมา 65 ปีแล้ว ทุกปีนายกรัฐมนตรีก็ให้คำขวัญ ให้กองทัพ หน่วยงานราชการจัดกิจกรรมบันเทิงให้เด็กเล่น ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้คำขวัญวันเด็กว่า “เด็กไทยยุคใหม่รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย” พรุ่งนี้ก็ลืมแล้วการละเลยคุณภาพการศึกษาของรัฐบาล ส่งผลให้ เด็กไทยมีความรู้ด้อยกว่าเด็กชาติอื่นในเวทีโลก มีความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาในประเทศ โรงเรียนและครูมีมาตรฐานไม่เท่าเทียมกัน เหลื่อมล้ำไม่ต่างไปจาก “คนรวย” และ “คนจน” ในประเทศไทยผลการประเมิน “สมรรถนะนักเรียนตามมาตรฐานสากล” หรือ Programme for International Student Assessment (PISA) ประจำปี 2018 ซึ่งมีการประเมินทุก 3 ปี เพื่อติดตามแนวโน้ม การเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาของประเทศสมาชิก การประเมิน PISA จะเน้นการประเมิน “สมรรถนะของนักเรียน” เกี่ยวกับ “การใช้ ความรู้และทักษะในชีวิตจริงมากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน” เรียกว่า “ความฉลาดรู้” หรือ Literacy ได้แก่ ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading Literacy) ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ (Mathematic Literacy) ความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) ความฉลาดรู้ 3 ด้านนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นสิ่งที่ประชากรของประเทศจำเป็นต้องมี เพื่อพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศผลการประเมิน คะแนน PISA ของนักเรียนไทยในปี 2018 ที่กระทรวงศึกษาธิการ แถลงไปเมื่อวันอังคารที่ 3 ธันวาคม 2562 ปรากฏว่า นักเรียนไทยมีคะแนนต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยทุกวิชา แถมยังพบว่า คะแนนการอ่าน ซึ่งเป็นคะแนนที่สำคัญที่สุดในการประเมินครั้งนี้ นักเรียนไทยมีคะแนนลดลง 16 คะแนน เมื่อเทียบกับการประเมินครั้งที่แล้วในปี 2015 แต่ คะแนนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ดีขึ้น 3 และ 4 คะแนน แต่ก็ยังสอบตกอยู่ดีไปดูคะแนน PISA นักเรียนไทยปี 2018 กันเสียหน่อยนะครับ คะแนนเฉลี่ยด้านการอ่าน 393 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 487 คะแนน) ด้านคณิตศาสตร์ 419 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 489 คะแนน) ด้านวิทยาศาสตร์ 426 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 489 คะแนน) เมื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของคะแนนตั้งแต่การประเมินรอบแรกจนถึงปัจจุบัน พบว่า ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของไทยไม่เปลี่ยนแปลง แต่ด้านการอ่านลดลงต่อเนื่อง น่าเป็นห่วงอนาคตของเด็กในโลกยุคดิจิทัลนะครับส่วน ประเทศที่มีคะแนน PISA สูงสุด 5 อันดับแรก มีดังนี้อันดับ 1 นักเรียนจีนจาก 4 มณฑล (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซูเจ้อเจียง) อันดับ 2 สิงคโปร์ อันดับ 3 มาเก๊า อันดับ 4 ฮ่องกง อันดับ 5 เอสโตเนีย จะว่าไปแล้วอันดับ 1-5 เท่ากับ จีนครองไป 3 อันดับ เพราะ ฮ่องกง มาเก๊า เป็นเขตปกครองพิเศษของจีนผลการประเมิน PISA ครั้งนี้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนยี (สสวท.) ซึ่งทำหน้าที่จัดสอบได้ตั้งข้อสังเกต 3 ประการ1.ระบบการศึกษาไทยมีส่วนหนึ่งที่มีคุณภาพ สามารถพัฒนานักเรียนให้มีความสามารถระดับสูงได้ หากระดับนโยบายสามารถสร้างความเท่าเทียมกันทางการศึกษาที่มีคุณภาพทั่วประเทศ (นักเรียนโรงเรียนสาธิต โรงเรียนอินเตอร์ โรงเรียนในเมืองมีความรู้สูงกว่านักเรียนในต่างจังหวัดและชนบท) 2.ระบบการศึกษาไทยควรส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในการเรียนการสอน เพื่อสร้างความคุ้นเคย 3.ต้องยกระดับความสามารถการอ่านของนักเรียนไทยอย่างเร่งด่วน เพราะ ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน มีความสัมพันธ์กับ ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เด็กไทยวันนี้ ต้องการ Literacy ทักษะความฉลาดรู้ที่ทันโลกครับ เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่คำขวัญที่เลื่อนลอยแล้วก็ ทิ้งเด็กไทยไว้ข้างหลัง ให้โง่กว่าเด็กชาติอื่น เพราะ ระบบการศึกษาที่ล้มเหลวต่อเนื่อง ทุกวันนี้ เด็กไทยยังต้องสอบ O-net GAT PAT เรียนเป็นบ้าเป็นหลัง ขณะที่เด็กในประเทศเจริญแล้วเลิกสอบกันหมดแล้ว.“ลม เปลี่ยนทิศ”