2.3 ใน 10 คน คือ จำนวนคนไทยที่เสียชีวิตด้วยโรคตับ ทั้ง ไวรัสตับอักเสบ A, B, C, D, ไขมันพอกตับ, ตับแข็ง และ มะเร็งตับ ในแต่ละปี รวมกับผลสำรวจจากองค์การอนามัยโลก ที่ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ เป็นอันดับที่ 8 ของโลก แม้ว่า “ตับ” จะเป็นอวัยวะเพียงชิ้นเดียวในร่างกายที่มีความพิเศษ สามารถสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์เก่าที่ถูกทำลายไปได้ แต่ด้วยประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยโรคตับเพิ่มมากขึ้น และคาดว่าในอนาคตจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจากอาการเจ็บป่วยและพฤติกรรมการบริโภคที่ส่งผลโดยตรงต่อตับ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกระบวนการฟื้นฟูตับที่เสียหาย เพื่อให้ตับสามารถฟื้นตัวกลับมาทำงานได้ตามปกติรศ.ดร.นพ.ณัฐชัย ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านโรคไตในภาวะวิกฤติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ให้ความรู้ว่า ตับมีหน้าที่ในการเก็บสารอาหารต่างๆ แล้วนำมาสร้างสารที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น สารที่ทำหน้าที่สลายไขมันเพื่อช่วยในการย่อย สารที่ช่วยทำให้เลือดแข็งตัว ทั้งยังช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย “ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญ ถ้าเสื่อมสภาพ จะทำให้เกิดของเสียคั่งค้างในร่างกายเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้อวัยวะต่างๆทำงานได้แย่ลง เช่น ไตที่ทำหน้าที่ขับของเสียออกจากร่างกายจะทำงานหนักขึ้นจนนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลันได้ นี่คือความเชื่อมโยงของตับและไต ซึ่งหากแพทย์สามารถทำการรักษาตับเพื่อไม่ให้เสื่อมสภาพ จะเป็นการป้องกันไม่ให้อวัยวะส่วนอื่นๆของร่างกายได้รับผลกระทบต่อไปด้วย” คุณหมอณัฐชัย บอกว่า ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านโรคไตในภาวะวิกฤติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย นอกจากจะเชี่ยวชาญการรักษาผู้ป่วยโรคไตแล้ว ยังค้นพบเทคนิคพิเศษที่สามารถรักษาผู้ป่วยโรคตับด้วยการฟอกตับ โดยนำเครื่องฟอกไตมาดัดแปลงเทคนิคและเปลี่ยนจากน้ำยาฟอกไตเป็นน้ำยาฟอกตับ จนสามารถให้การรักษาผู้ป่วยโรคตับด้วยการฟอกตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำงานร่วมกันระหว่าง ศ.ดร.นพ.สมบัติ ตรีประเสริฐสุข และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านตับ ร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไตเพื่อช่วยให้การรักษาผู้ป่วยภาวะตับวายเฉียบพลันเป็นไปอย่างได้ผลสำหรับมาตรฐานในการรักษาโรคตับวายเฉียบพลันนั้นมีการจำแนกอาการโดยแบ่งการรักษาออกเป็น 3 ระดับ คือ 1. การรักษาด้วยยาใช้กรณีที่สามารถค้นพบเหตุของตับวายเฉียบพลันได้ เช่น ยาต้านพิษกรณีมีเหตุจากรับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาด หรือใช้ยาต้านไวรัสตับอักเสบบีกรณีเหตุจากไวรัสบีหรือใช้ยาลดการอักเสบ กรณีเหตุจากโรคภูมิคุ้มกันตับทำลายตัวเอง 2.การฟอกตับแบ่งออกได้ 2 กรณี คือ การรักษาในภาวะตับ วายเฉียบพลัน และการประคับประคองตับที่เสียหายหนักเพื่อรอการปลูกถ่ายตับต่อไป และ 3.การปลูกถ่ายตับใช้ในกรณีที่ตับไม่สามารถใช้งานได้ ผู้ป่วยจำเป็นต้องรอตับที่เหมาะสมเพื่อทำการปลูกถ่ายตับต่อไป ซึ่งการฟอกตับจะทำเมื่อเกิดภาวะตับวายเฉียบพลันซึ่งมักจะเป็นผู้ป่วยไอซียูเท่านั้น เป็นการช่วยทดแทนการทำงานของตับเพื่อรอให้ตับฟื้นตัว หรือเป็นการประคับประคองตับที่เสียหายเพื่อรอการปลูกถ่าย หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านโรคไตในภาวะวิกฤติ รพ.จุฬาลงกรณ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สาเหตุของโรคตับวายเฉียบพลันที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย ส่วนใหญ่เกิดจากการรับประทานยาเกินขนาด เช่น ยาพาราเซตามอลส่งผลให้ตับทำงานหนักจนเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน, อาการป่วยด้วยโรคไวรัสตับอักเสบชนิดเอ (Hepatitis A Virus : HAV) และบี (Hepatitis B Virus : HBV) ซึ่งก่อให้ เกิดอาการตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลัน และการรับประทานเห็ดพิษหรือสมุนไพร ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดภาวะตับวายเฉียบพลันด้าน อ.นพ.สดุดี พีรพรรัตนา แพทย์ประจำศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านโรคไตในภาวะวิกฤติ รพ.จุฬาลงกรณ์ บอกว่า แม้ว่าการฟอกตับจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการแพทย์ แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนักในปัจจุบัน ในฐานะโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ชั้นนำของประเทศ จำเป็นต้องเผยแพร่เทคนิคนี้เพื่อให้โรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศซึ่งล้วนมีเครื่องมือสำหรับ ฟอกไตอยู่แล้ว สามารถดัดแปลงเครื่องมือดังกล่าวให้สามารถฟอกตับได้ด้วยทั้งนี้ ที่ผ่านมาโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้รับผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกที่มีภาวะตับวายเข้ารับการรักษามากที่สุดในประเทศไทย ทำให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นศูนย์กลางในการอบรมแพทย์ที่สนใจเทคนิคการฟอกตับทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายที่สำคัญที่สุด คือ การช่วยให้ผู้ป่วยพ้นจากอาการเจ็บป่วยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น.