ในยุคนี้ “โรคซึมเศร้า” ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่มีผู้ป่วย “แบบไม่รู้ตัว” แฝงอยู่ในสังคมมากมาย ต่างกำลังบ่มเพาะอาการให้เลวร้ายขึ้น กลายเป็นผู้ป่วยเข้าสู่ขั้นรุนแรง กระทบต่อการใช้ชีวิต นำมาสู่กลุ่มเสี่ยงที่อาจก่อเกิดเหตุร้าย...ด้วยการพรากชีวิตของตัวเองขึ้นทำให้ช่วงนี้มักมีเหตุ “ฆ่าตัวตายบ่อยๆ” มีการสรุปสาเหตุเกิดจาก “โรคซึมเศร้า” โดยเฉพาะเหตุการณ์หนุ่มนักศึกษาวิศวะ ก่อเหตุใช้อาวุธมีดแทงสังหารแม่ของตัวเอง และหั่นศพยัดตู้เย็น ก่อนฆ่าตัวตายตาม และไม่กี่วัน...ก็มีนักร้องชื่อดังของเมืองไทย “ผูกคอตาย” หลังมีประวัติป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามา 2 ปีเหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจ ตื่นตะลึงให้กับคนในสังคมอย่างมาก ทำให้ “โรคซึมเศร้า” กลายมาเป็นเรื่องร้อนได้รับความสนใจกันอีกครั้ง... ที่กำลังเป็น “ภัยคุกคามต่อชีวิต” ต้องถูกนำกลับมาพูดถึงกันบ่อยขึ้นก่อนหน้า...กรมสุขภาพจิตเคยออกมาระบุถึงสถิติฆ่าตัวตายในปี 2561 สำเร็จ 4,137 คน เฉลี่ยวันละ 11.3 คนต่อวัน ในช่วงอายุ 25-59 ปี ที่เกิดปัญหาภาวะโรคจิต 7.45% โรคซึมเศร้า 6.54% ในปี 2562 มีตัวเลข 14.4คน ต่อคนไทย 1 แสนคน อยู่ในวัยเฉลี่ย 45 ปี ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้า 7.8%ปัญหาสุขภาพจิตกำลังเป็นภัยเงียบคุกคามสังคมไทยนี้ นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ และโฆษกกรมสุขภาพจิต ให้ข้อมูลว่า องค์การอนามัยโลกได้ประเมินตัวเลขของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอยู่ที่ 5.4% ของบุคคลทั่วไป นั่นหมายความว่า...ในคนทั่วไป 100 คน ต้องมีผู้ป่วยโรคซึมเศร้า 5 คน และมีบางประเทศมากถึง 10%ในประเทศไทยมีผู้ป่วยอยู่ราวเกือบ 2 ล้านคน ในจำนวนนี้มีบางคนรู้สึกถึงอาการป่วยของตัวเอง เริ่มกล้าเปิดเผยตัวตนมากขึ้น ในการรีบมาปรึกษาแพทย์ และยินยอมเข้าสู่กระบวนการรักษาได้เร็ว เพราะในช่วง 10 ปีมานี้ มีการขับเคลื่อนรณรงค์ให้ข้อมูลสังคมเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าต่อเนื่อง ทำให้เกิดการตื่นตัวมากขึ้น จนกลายเป็นข้อดี...ต่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการไม่นาน สามารถเข้าสู่การรักษารวดเร็ว ด้วยการใช้ยา ประกอบวิธีจิตบำบัด ทำให้คนไข้มีโอกาสหายขาดได้เร็วต่างจากอดีต...มีความเข้าใจว่า “ผู้ป่วยด้วยโรคซึมเศร้า” ที่เกิดจากพฤติกรรมการเลี้ยงดู ที่เข้มงวดมากจนเกินไป การเลี้ยงดูโดยใช้ความรุนแรง ทั้งคำพูดและการกระทำรุนแรง การถูกละเลยและสภาพแวดล้อมเช่น ถูกเพื่อนแกล้งมาก หรือถูกคุณครูดุ หรือทำโทษบ่อยๆ และมักถูกมองเป็นผู้ป่วยจิตเวช ที่เรียกว่า “คนบ้า” น่ารังเกียจ น่ากลัว อันตรายปัจจุบันประเด็นใหม่ที่ค้นพบว่า...มีบางคนสุขภาพจิตที่ดีมาก และถูกเลี้ยงเติบโตในสังคมดีมาตลอด ถูกเอาใจใส่ดูแลทะนุถนอมเต็มไปด้วย “ความรัก” แต่กลับกลายมาเป็นป่วยโรคซึมเศร้าขึ้นได้ ที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของสารเคมีสมอง หลั่งสารออกมาไม่สมดุล ในส่วนการควบคุมอารมณ์โดยเฉพาะเรื่องหลักเกิดจาก “พันธุกรรม” รองลงมาเกิดจากมีโรคทางกาย เช่น โรคไทรอยด์ต่ำ สมองกระทบกระเทือน หรือการใช้สารเสพติดบางชนิด...ส่วนอาการ...มักมีปัญหาเรื่องอารมณ์เปลี่ยนแปลง ทั้งเศร้า หดหู่ สะเทือนใจง่าย ร้องไห้บ่อย มีความคิดเปลี่ยนแปลง มองทุกอย่างแย่ไปหมด ที่เห็นความผิดพลาดของตนเอง มีอาการทางร่างกาย อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดหัว เมื่อยตัว ทำให้รู้สึกสิ้นหวัง อาจมีความคิดอยากตายตามมา...สิ่งสำคัญยังมีสถิติของงานวิจัยบ่งชี้ให้เห็นว่า...ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า มีโอกาสฆ่าตัวตายสูงกว่าคนปกติหลายเท่า ทำให้มีเหตุการณ์...ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าฆ่าตัวตายบ่อยๆ แต่หากผู้ป่วยรู้ตัวกำลังป่วยด้วยโรคซึมเศร้า ได้รับการรักษาโดยเร็ว...ก็ลดความเสี่ยงเรื่องของการฆ่าตัวตายและมีโอกาสหายขาดจากโรคนี้ได้เช่นกันแต่ตามที่ศึกษามานี้...ยังไม่เคยมีสถิติ...บ่งชี้เรื่อง “ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า” มุ่งทำร้ายบุคคลอื่น หรือฆ่าคนอื่น มากกว่าคนปกติทั่วไป...เพราะคดีที่เกิดขึ้น...ส่วนใหญ่เกิดจากคนปกติ แต่คนไข้ที่มีปัญหาจิตเวช จะก่อเหตุคดีน้อยมากเพราะตามลำพังโรคซึมเศร้า ไม่มีตัวกระตุ้นส่งผลให้เกิดความต้องการอยากไปทำร้ายคนอื่น แต่มักมุ่งทำร้ายตัวเอง ซึ่งโรคนี้เกิดขึ้นทุกเพศ...ทุกวัย ทุกอาชีพ เริ่มมีอาการช่วงวัยรุ่น...และรุนแรงในวัยสูง ผสมกับพันธุกรรมของบุคคลนั้น...ก็อาจแสดงอาการได้เร็วหนักขึ้นและหากถามว่า...อาชีพไหนมีความเสี่ยงสุดที่จะเป็นโรคซึมเศร้านั้น ต้องตอบเลยว่า มีความเสี่ยงทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ ทหารแพทย์ พยาบาล ครู เป็นต้น ด้านมุมนักจิตวิทยามองปัจจัยกระตุ้นโรคนั้น ดร.จารุวรรณ สกุลคู อาจารย์สาขาวิชาจิตวิทยา คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ บอกว่า “โรคซึมเศร้า” อยู่ในกลุ่ม “โรคจิตเวช” มีสาเหตุความเสี่ยงเกิดขึ้นหลายปัจจัย ทั้งทางร่างกาย พื้นฐานด้านจิตใจ และเหตุการณ์สังคมต้องเผชิญอยู่ แต่ละคนก็มีวิธีป้องกันแตกต่างกัน ไม่ใช่ว่าคนมีความเครียดต้องนำไปสู่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทั้งหมด เพราะบางคนมีความเข้มแข็งเป็นเกราะป้องกันอยู่ในตัวฉะนั้น...เมื่อบุคคลอยู่สภาวะความเครียด ไม่ได้หมายความว่า...คนนั้นต้องป่วยด้วยโรคซึมเศร้าเสมอ หากมีกระบวนการจัดการความเครียดที่ดีมีครอบครัว เพื่อน พลังใจดี อาจลดอุณหภูมิความเครียดได้ ทำให้เกิดความเสี่ยงน้อยลงตามมาได้เช่นกัน ยกตัวอย่าง...มีคน 2 คน อยู่ในสถานการณ์เดียวกันคนหนึ่งอาจป่วย อีกคนอาจไม่เป็นอะไรก็ได้ เพราะคนเรามีภูมิคุ้มกันที่ต่างกันออกไปถ้าพูดถึงเรื่องโรคซึมเศร้านั้น...ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนต้องมีความคิดฆ่าตัวตาย หรืออยากทำร้ายตัวเองเสมอไป ที่ต้องขึ้นกับผู้ป่วยเป็นกรณี...แต่ปัจจุบันมีการสื่อสารเรื่องราวของผู้ป่วยกลุ่มนี้คลาดเคลื่อนเกินความจริงมาก ....ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “ผู้ป่วยจิตเวช”ถูกมองว่า...เป็นตัวปัญหามักชอบก่อเหตุความรุนแรง กลายเป็นสังคมส่วนรวมเกิดความกลัว มีอคติ จนถูกตีตราเป็น “กลุ่มอันตราย” ทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าเปิดเผยตัวนำไปสู่การรักษากัน หากมองอีกมุมผู้ป่วยจิตเวชนี้ มักตกเป็น “เหยื่อ ถูกรังแก และกีดกันมากกว่าด้วยซ้ำ” จนเสียโอกาสทางสังคมอื่นมากมายในความจริงแล้ว...มีตัวเลขเพียง 3-5% เท่านั้น ชี้ว่า...คนที่ป่วยด้วยโรคจิตเวช ก่อเหตุกระทำความผิด หรือก่อความรุนแรงและยังมีผลงานวิจัยของต่างประเทศ ก็ชี้ว่า ผู้กระทำความผิดทางอาญา หรือก่อความรุนแรง ในกลุ่มผู้ป่วยโรคจิตเวชนี้เกิดขึ้นน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับคนทั่วไป ในการกระทำความรุนแรงขึ้นนี้หนำซ้ำ...เรื่องราวเกี่ยวกับ “การฆ่าตัวตาย” มักเสนอข้อมูลด้านเดียว ในเรื่องนี้แม้ “นักจิตวิทยา” ยังไม่สามารถให้ความเห็นวินิจฉัยอาการป่วยได้ หากยังไม่เคยมีการพูดคุยซักประวัติในเชิงลึก หรือได้รับข้อมูลมาเพียงเล็กน้อย ก็ตัดสินไม่ได้ว่าคนนี้ป่วยหรือไม่ดังนั้น ต้องพูดกันในหลายแง่มุมและตรวจข้อมูลอย่างละเอียดมากกว่านี้ก่อนสรุปสาเหตุ เพราะคนจะฆ่าตัวตาย มักมีต้นตอชนวนปัญหามากมายที่อาจไม่ใช่เกิดจากโรคนี้โดยตรงก็ได้สิ่งที่อยากสรุป...คือ “ผู้ป่วยจิตเวช” มีโอกาสทำร้ายตัวเอง หรือทำร้ายผู้อื่นน้อยมาก เพราะมีตัวเลขงานวิจัยยืนยันมากมาย จึงอยากให้สังคมเข้าใจใหม่ ไม่ควรมีอคติ คิดเอง เออเองว่า... ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะมีพฤติกรรมก้าวร้าว หรือมีโอกาสไปทำร้ายคนอื่น โดยเฉพาะเรื่องฆ่าตัวตาย ก็มีหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่กลับสรุป “การฆ่าตัวตายเกิดจากโรคซึมเศร้า” จนเป็นข้อมูลให้คนเชื่อกัน ในทางที่อาจเกินความจริงบางครั้งเราอาจมองเห็นบาดแผลในใจเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ความจริงลึกๆ ผู้ป่วยกลับมีเรื่องราวปัญหามากมาย ที่ไม่มีใครรู้ทราบมาก่อนก็ได้...เฉพาะสิ่งหนึ่งที่ต้องระวัง...ไม่ควรรีบด่วนตัดสินสาเหตุ โดยเฉพาะบุคคลภายนอก ที่ไม่ได้ใกล้ชิดคนฆ่าตัวตายย้ำอีกทีว่า...อย่าด่วนสรุปสาเหตุ...เพราะไม่ใช่มีผลกระทบเฉพาะญาติของผู้ตายเท่านั้น แต่อาจกลายเป็นวลีใหม่ “โรคซึมเศร้ามาคู่กับฆ่าตัวตาย” จนสังคมเข้าใจผิดไปตราบนานเท่านานก็ได้.