คุกคามชีวิตจากสารเคมีปนเปื้อนห่วงโซ่อาหาร406 ชีวิต...ที่ต้องสังเวยพิษจากสารเคมีอันตราย แค่ช่วงเวลา 10 เดือนข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตั้งแต่เดือน ต.ค.2561-ก.ค.2562 พบผู้เสียชีวิตจากสารเคมีทุกประเภทถึง 406 ราย รวมถึงสารเคมีอันตราย 3 ชนิด ทั้ง พาราควอต ไกลโฟเซต และ คลอร์ไพริฟอส ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติแบนทั้ง 3 สารในวันที่ 1 ธ.ค.2562 ทั้งยังพบด้วยว่ามีผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลเพราะได้รับผลกระทบจากสารเคมีมากกว่า 15,000 รายและยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความอันตรายของสารเคมีมากขึ้นไปอีก เมื่อ ผลการศึกษาวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ระบุตรงกันว่ามีสารเคมีปะปนอยู่ในห่วงโซ่อาหาร ทำให้เกิดโรคต่างๆ อาทิ โรคมะเร็ง โรคทางสมองที่รักษาไม่หายขาด และภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นต้น จากปัญหาสารพิษปนเปื้อนในระบบห่วงโซ่อาหารนี่เอง กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเห็นถึงความสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี ที่ต้องเริ่มตั้งแต่การบริโภคอาหารที่ปลอดภัย จึงได้จัดทำโครงการ “โรงพยาบาลอาหารปลอดภัย” ขึ้น เพื่อเป็นจุดเริ่มในการให้ผู้ป่วยได้รับประทานอาหารที่ปลอดภัย เพราะในแต่ละปีมีผู้มารับบริการในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขถึง 368 ล้านครั้งต่อปี นั่นเท่ากับว่าผู้มารับบริการส่วนใหญ่จะต้องบริโภคอาหารในโรงพยาบาลดังนั้น จุดมุ่งเน้นในการดำเนินงานตามโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย คือ อาหารที่ผลิตจากโรงครัว ร้านอาหารในโรงพยาบาลต้องสะอาด ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง ทั้งยังต้องคัดเลือกวัตถุดิบที่ปลอดภัยมาปรุงอาหาร ขณะเดียวกันได้มีการปรับแก้กฎระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ให้สามารถจัดซื้อพืชผักผลไม้ปลอดสารพิษในราคาที่สูงกว่าเดิม เพื่อสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรให้ทำเกษตรอินทรีย์ด้วย ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขส่งเสริมโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยให้โรงพยาบาลทั่วประเทศที่มีความพร้อม สั่งซื้อผักปลอดสารพิษจากกลุ่มประชารัฐ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ ในราคาที่สูงกว่าปกติ โดยจะเป็นการจัดซื้อในโครงการพิเศษ ซึ่งงบประมาณทั้งหมดที่เข้ามาสนับสนุนเรื่องโครงการอาหารปลอดภัยทั้งประเทศ คิดเป็นมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านบาท“โรงพยาบาลอาหารปลอดภัย ช่วยให้ผู้ป่วย ญาติ และเจ้าหน้าที่ได้บริโภคอาหารที่สะอาด มีมาตรฐานปราศจากสารปนเปื้อน เป็นจุดเริ่มต้นของการรณรงค์ให้ประชาชนรับประทานอาหารปลอดสารเคมี จะช่วยให้ประชาชนไม่เจ็บป่วยจากโรคที่มีผลจากสารเคมีปนเปื้อนในอาหาร อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนเกษตรกร และผู้มีรายได้น้อยในชุมชน ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จากการปลูกผักและผลไม้ปลอดสาร ส่งขายให้กับโรงพยาบาลในรูปวิสาหกิจชุมชนเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ทำให้มีรายได้หมุนเวียนในชุมชน สามารถเลี้ยงตัวเองให้อยู่ได้ภายใต้แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง อย่างยั่งยืน โรงพยาบาลอาหารปลอด-ภัยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 มีโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการแล้ว 878 แห่ง และจะขยายให้ครบ 960 แห่งทุกโรงพยาบาลในปี 2562” ดร.สาธิต ขยายภาพโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยที่จะครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2562 นี้ ขณะที่ นายวรัตนถ์ แก้วบุญชู รอง ผอ.ฝ่ายบริหาร โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จ.กาญจนบุรี เล่าถึงโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย ว่าโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนาเข้าร่วมโครงการมาประมาณ 2 ปี เป็นโรงพยาบาลแรกในจังหวัดที่ทำโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยอย่าง ครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการปลูกเองในโรงพยาบาล สั่งซื้อผักจากกลุ่มประชารัฐซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ประมาณ 500 กิโลกรัมต่อวัน มีการเปิดตลาดนัดสีเขียวในโรงพยาบาล และมีกระบวนการปรุงอาหารปลอดภัยให้ผู้ป่วยได้รับประทาน ช่วยสร้างความตระหนักในการรับประทานผักผลไม้ที่ปลอดสารพิษ โดยมีผู้ป่วยและครอบครัวผู้ป่วยเริ่มหันมารับประทานผักปลอดสารพิษ และเริ่มอุดหนุนสินค้าปลอดสารพิษ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลที่เห็นถึงความสำคัญ และร่วมมือกันทำแปลงผักปลอดสารพิษ เพื่อให้คนในครอบครัวได้รับประทาน ส่วนที่เหลือจากการรับประทานก็จะนำมาขายให้กับโรงพยาบาลและญาติของผู้ป่วย “โรงพยาบาลยอมจ่ายราคาสูงกว่าผักผลไม้ทั่วไปประมาณ 30% เพราะเห็นว่า สาเหตุหนึ่งของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของประชาชนมาจากการรับประทานอาหารและผักที่มีสารเคมีปนเปื้อน ดังนั้นการดูแลสุขภาพต้องเริ่มจากอาหารที่ปลอดภัย และใช้โรงพยาบาลเป็นตัวสร้างจิตสำนึกให้ประชาชน เริ่มต้นรับประทานอาหารที่ปลอดภัย โดยที่ จ.กาญจนบุรี พบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้มากที่สุด และมองว่าผักและอาหารที่มีสารพิษเจือปน คือ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้มากขึ้น” นายวรัตนถ์ เล่าถึงแนวทางการดำเนินงานโครงการอาหารปลอดภัยของโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา ทีมข่าวสาธารณสุข เห็นด้วยกับการส่งเสริมป้องกันโรค ซึ่งเริ่มจากการรับประทานอาหารที่ปลอดจากสารเคมีอันตราย เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา โดยเฉพาะการเริ่มต้นที่ โรงพยาบาลเป็นเขตปลอดสารเคมีปนเปื้อนจากห่วงโซ่อาหารแต่สิ่งที่อยากฝากคือ การควบคุมมาตรฐาน “โรงพยาบาลอาหารปลอดภัย” ต้องทำอย่างเอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะการตรวจสอบไม่ให้มีการปนเปื้อนสารเคมีอันตรายในอาหารอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ “โรงพยาบาลอาหารปลอดภัย” เป็นต้นแบบปลุกคนไทยให้ตระหนักถึงมหันตภัยเงียบที่คุกคามชีวิตและที่สำคัญคือ การเป็น “สถานที่ซ่อมและสร้างสุขภาพ” ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง.ทีมข่าวสาธารณสุข