ยุคนี้ต้องถือว่าเป็นยุคจริยธรรมการเมืองเฟื่องฟู แต่จะเฟื่องฟูจริงหรือเป็นแค่ตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ ต้องติดตามดูกันต่อไป ชัดเจนที่สุดคือ คุณสมบัติอย่างหนึ่งของรัฐมนตรี ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า “ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ผู้ฝ่าฝืนต้องพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้น ใช้บังคับกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และใช้บังคับกับ ส.ส., ส.ว. และคณะรัฐมนตรีด้วย แต่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา จะกำหนดจริยธรรมเพิ่มขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตนก็ได้ต้องถือว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เอาจริงเอาจังมากในเรื่องจริยธรรม โดยเขียนบังคับไว้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญกับองค์กรอิสระ ต้องจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมให้เสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ คือวันที่ 6 เมษายน 2560 เป็นต้นมา ถ้าจัดทำไม่แล้วเสร็จตามกำหนด ให้ศาลรัฐธรรมนูญกับองค์กรอิสระต้องพ้นตำแหน่งแต่มาตรฐานจริยธรรมเสร็จเรียบร้อย และประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2561 และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา วุฒิสภาก็ได้ให้ความเห็นชอบร่างข้อบังคับว่าด้วย ประมวลจริยธรรมของ ส.ว. มีทั้งหมดถึง 47 ข้อ แบ่งออกเป็นจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ จริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก จริยธรรมทั่วไป และจริยธรรมการปฏิบัติหน้าที่มาตรฐานทางจริยธรรม 2561 กับร่างประมวลจริยธรรมของ ส.ว. มีเนื้อหาบางอย่างตรงกัน เช่นข้อที่ว่า “ต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” หลายคนอาจสงสัยว่า ส.ว.จะปฏิบัติตามจริยธรรมได้จริงหรือรัฐธรรมนูญถือว่าการไม่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง ถ้าเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ต้องพ้นจากตำแหน่ง ถ้าเป็น ส.ส.หรือ ส.ว. ต้องส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ไต่สวน และฟ้องต่อศาลฎีกา ถ้าศาลรับฟ้อง ผู้ที่ถูกฟ้องต้องพ้นจากตำแหน่ง แสดงว่ารัฐธรรมนูญเน้นเรื่องจริยธรรมอาจมีผู้สงสัยว่า ส.ว.จะสามารถ “ยึดมั่นและธำรงไว้” ซึ่งระบอบประชาธิปไตย ตามที่ระบุไว้ในจริยธรรมได้จริงหรือ เพราะ ส.ว.เองมาจากการแต่งตั้งของ คสช. คำตอบก็คือประชาธิปไตยในมาตรฐานจริยธรรม ไม่ใช่ประชาธิปไตยสากลที่ทั่วโลกยอมรับ แต่เป็นประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญไทย.