ภาพ : ลุ้นแบบทรัมป์-ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ นั่งตรงกลางโต๊ะ จ้องเลนส์กล้องโทรทัศน์เขม็ง ขณะลุ้นผ่านจอมอนิเตอร์ปฏิบัติการจู่โจมสังหารนายอาบู บัคร์ อัล–แบกแดดี ผู้นำไอเอส ในห้องติดตามสถานการณ์ในทำเนียบขาว เมื่อ 26 ต.ค. (รอยเตอร์)การที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯบุกจู่โจมสังหารอาบู บัคร์ อัล-แบกแดดี ผู้นำกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในซีเรีย เมื่อ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งสำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกำลังหา “จุดขาย” สู้ศึกเลือกตั้งสมัยที่ 2 ในปลายปีหน้า ขณะที่เขาเผชิญปัญหารุมเร้าหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นกรณีที่สภาผู้แทนฯ ซึ่งพรรคเดโมแครตคู่อริเปิดกระบวนการไต่สวน “อิมพีชเมนต์” เพื่อถอดถอนทรัมป์จากตำแหน่ง ในข้อหากดดันให้ผู้นำ “ยูเครน” สอบสวนคดีทุจริตของอดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน และลูกชาย เพื่อหวังผลทางการเมือง เพราะไบเดนคือหนึ่งในตัวเก็งเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตไปชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีแข่งกับทรัมป์ในปีหน้านอกจากนี้ นโยบายต่างประเทศต่างๆของทรัมป์ถูกโจมตีมาตลอด รวมทั้งการเปิดสงครามการค้ากับจีน การถอนตัวจากข้อตกลงปารีสสู้โลกร้อน การล้มเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน การลดการพัวพันกับเอเชียและอาเซียน ขณะที่จีนคู่แข่งเร่งขยายอิทธิพลทั่วภูมิภาค ไปจนถึงนโยบายตะวันออกกลาง ซึ่งทรัมป์สั่งถอนทหารออกจากซีเรีย เปิดทางให้ตุรกีบุกโจมตีกองกำลังชาวเคิร์ดที่เคยเป็นพันธมิตรกวาดล้างกลุ่มไอเอส ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นการ “หักหลัง” พันธมิตร และจะทำให้รัสเซียกับอิหร่านคู่แข่งของสหรัฐฯ ได้โอกาสขยายอิทธิพลในภูมิภาคมากขึ้นการสังหารแบกดาดีได้ จึงเสมือนผลงานชิ้นโบแดงให้ทรัมป์ใช้อวดอ้างหาเสียงว่าเป็นผลงานรัฐบาลของตน แม้หลายฝ่ายชี้ว่าเป็นฝีมือของ “กองทัพ” สหรัฐฯ ที่ทรัมป์ สั่งให้ถอนจากซีเรียมากกว่า แต่ทรัมป์อาจอ้างได้เช่นกันว่าแม้ถอนทหารแล้ว สหรัฐฯยังสามารถเล่นงานศัตรูในตะวันออกกลางได้ทุกเมื่อถ้าคิดจะทำแต่การถอนทหารจากซีเรียถูกโจมตีอย่างหนักจากสมาชิกสภาคองเกรส ทั้งจากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันของทรัมป์ เอง โดยเฉพาะบรรดาสมาชิกวุฒิสภาสายอนุรักษนิยมพรรครีพับลิกันซึ่งปกติเชียร์ทรัมป์มาตลอดยังต่อต้านว่าเป็นนโยบายที่ผิดพลาด ซึ่งวุฒิสภานี่เองที่จะเป็นผู้ลงมติชี้ขาดเรื่องอิมพีชเมนต์ทรัมป์ส่วนสื่อมวลชนสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นศัตรู ถึงขั้นเรียกว่าเป็น “สื่อปลอม” ก็ใช้โอกาสนี้ขุดคุ้ยเรื่องการสังหารแบกแดดี เพื่อ “จับผิด” ทรัมป์อย่างเข้มข้น รวมทั้งเปรียบเทียบการสังหารแบกแดดี กับการบุกจู่โจมสังหาร โอซามา บิน ลาดิน ผู้นำเครือข่ายก่อการร้าย “อัล เคดา” ในปี 2554 สมัยบารัค โอบามา เป็นประธานาธิบดีจากภาพข่าวที่เผยแพร่ออกมา ขณะที่หน่วยคอมมานโดสหรัฐฯบุกจู่โจมสังหาร บิน ลาดิน ในดินแดนปากีสถาน โอบามาและคณะที่ปรึกษา รวมทั้งนางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศ เฝ้าติดตามปฏิบัติการทางจอมอนิเตอร์แบบสดๆ ในห้องติดตามสถานการณ์ (Situation Room) ในทำเนียบขาว โดยโอบามาแยกตัวออกมานั่งด้านข้าง สายตาจับจ้อง หน้าจอเขม็งเคร่งเครียด และหลังภารกิจสำเร็จ โอบามาจัดแถลงข่าวการสังหารบิน ลาดิน อย่าง เคร่งขรึมแค่ 9 นาที โดยไม่ตอบคำถามนักข่าว และไม่คุยโม้โอ้อวดว่าเป็นผลงานส่วนตัว สิ้นชื่อ-เด็กๆชาวอิรักนั่งชมโทรทัศน์ที่เมืองนาจาฟเมื่อ 27 ต.ค. ขณะรายงานข่าวนายอาบู บัคร์ อัล-แบกแดดี ผู้นำไอเอส ถูกหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯบุกจู่โจมสังหารในซีเรีย (รอยเตอร์)ส่วนทรัมป์ ขณะที่ปฏิบัติการจู่โจมสังหารแบกแดดีดำเนินอยู่ เขาและคณะที่ปรึกษารวมทั้งนายทหารระดับสูงก็นั่งติดตามสถานการณ์ในห้องเดียวกัน แต่ทรัมป์จัดให้ตัวเองนั่งเอ้เต อยู่ตรงกลางคณะ แถมไม่ค่อยใส่ใจมองจอมอนิเตอร์ แต่หันไปจ้องเลนส์กล้องทีวีแทน และหลังภารกิจสำเร็จ ทรัมป์จัดแถลงข่าวยาวเหยียดถึง 48 นาที ตอบคำถามนักข่าวหลายต่อหลายคำถามแบบติดลมทรัมป์ยังคุยโม้โอ้อวดว่าปฏิบัติการสังหารแบกแดดียิ่งใหญ่สำคัญกว่าปฏิบัติการสังหารบิน ลาดิน ผู้บงการก่อวินาศกรรม “9/11” ในสหรัฐฯ จนมีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน โดยชี้ว่าแบกแดดีเป็นเป้าหมายที่สำคัญและอันตรายกว่า เพราะเป็นผู้ก่อตั้ง “รัฐอิสลาม” ที่เป็นเสมือนประเทศหนึ่งเขายังเย้ยหยันแบกแดดีว่าเป็นไอ้ขี้แพ้ ตายเหมือนหมา ขณะถูกสุนัขทหารไล่ล่าหนีลงไปจนมุมในอุโมงค์ เขาร้องโหยหวนอย่างขี้ขลาดหวาดกลัว ก่อนกดชนวนระเบิดติดเข็มขัดฆ่าตัวตายพร้อมลูกน้อย 3 คน แต่ต่อมากองทัพสหรัฐฯแถลงว่าลูกๆที่เสียชีวิตพร้อมเขามีแค่ 2 คน และไม่ยืนยันว่าเขาร้องโหยหวนครวญครางจริงหรือไม่ทรัมป์ยังคุยโม้ย้อนอดีตว่า ตนเคยเขียนหนังสือเตือนล่วงหน้าถึงอันตรายของบิน ลาดิน ผู้นำอัล เคดา ก่อนเกิดเหตุวินาศกรรม 9/11 และตัดพ้อว่าไม่ได้รับ “เครดิต” ในเรื่องนี้เท่าที่ควรการคุยโม้โอ้อวดอ้างเครดิตของทรัมป์เรื่องการสังหารผู้นำไอเอส แม้เจ้าตัวอาจหวังดึงคะแนนนิยม แต่กลับสร้างความหมั่นไส้ให้ทั้งชาวอเมริกันและชาวโลกจำนวนมากที่ได้ดูข่าว แต่หลายคนชี้ว่านั่นคือนิสัยที่แก้ไม่หายของเขา ส่วนจะส่งผลดีหรือร้ายต่อการเลือกตั้งในปลายปีหน้าหรือไม่ ยากที่จะชี้ชัดได้!บวร โทศรีแก้ว