การสั่งยกเลิกหรือแบน 3 สารเคมีอันตราย กลายเป็นข่าวที่ก่อความสับสน ทั้งๆที่เป็นปัญหาที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย ทั้งจากพรรคร่วมรัฐบาล คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร นักวิชาการ และประชาชนทั่วไป แต่ยังมีบางกลุ่มที่รณรงค์ผ่านโลกโซเชียล สนับสนุนคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้คงไว้ต่อไปก่อนที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติให้ยกเลิก 3 วัตถุอันตรายมีพาราควอตเป็นตัวนำ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูก สินค้าอุตสาหกรรม อันได้แก่ มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์ม ยางพารา และข้าวโพด ได้ออกมาคัดค้านการยกเลิก อ้างว่าจำเป็นต้องใช้ เนื่องจากไม่มีสารใดทดแทน โดยเฉพาะสารกำจัดวัชพืชพาราควอตมีผู้โพสต์ข้อความในโลกโซเชียล สนับสนุนให้ใช้สารอันตรายต่อไป เพื่อให้รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยลาออกตามคำประกาศ ร้อนถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ต้องออกมาชี้แจงว่า รัฐมนตรีที่จะลาออกมีเพียงผู้ที่ไม่สามารถสั่งข้าราชการผู้ใต้บังคับบัญชาทำตามคำสั่งได้ท่ามกลางข่าวที่สับสนนี้ เลขานุการคณะกรรมการวิสามัญ ของสภาผู้แทนราษฎร กล่าวยกย่องคณะทำงานของรัฐมนตรีหลายคน แต่อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมการยกเลิกสารพิษจึงยากเย็นขนาดนี้ หรือเป็นเพราะมีอำนาจอยู่เบื้องหลัง มีข่าวว่าคณะกรรมการวัตถุอันตราย อาจลงมติไม่ยกเลิกสารพิษ สวนมติคณะทำงานชาวบ้านทั่วไปก็สงสัยว่าสารเคมีอันตรายมีอิทธิฤทธิ์และไม่เกรงกลัวอำนาจใดๆ แม้จะมีรายงานข่าวว่า รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีสาธารณสุข และรัฐมนตรีอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ต่างยืนยันว่าต้องยกเลิกแต่ก็ยังมีเสียงคัดค้านการยกเลิกอยู่เป็นระยะๆ อ้างว่าเป็นความเห็นของกลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่พร้อมจะยกเลิกทันที ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม อ้างด้วยว่ายังมีสต๊อกสาร 3 ตัวเหลืออยู่ราว 40,000 ตัน อยู่ในมือเกษตรกร 10,000 ตัน หากยกเลิกทันที รัฐต้องจ่ายค่าทำลายประมาณ 4,000–5,000 ล้านบาทเป็นค่าโง่แสดงว่าการทำลายสารพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ กลายเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ มีเสียงเรียกร้องจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ให้ประชาชนทุกภาคส่วนจับตาดูท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะรับผิดชอบต่อสุขภาพและชีวิตของคน 68 ล้านคนอย่างไร?